|

ซึงสุดท้าย จันทร์, 23 กรกฎาคม 2007 ที่มา....หนังสือ THE WAVE ฉบับ เดือนมกราคม 2550 โดย p i c h e t ’ l i m ซึงสุดท้าย ความทรงจำจาก อ.มานิด ถึงเดอะ เจ-อาร์
ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยม บ้านหม้อคำตวง ท้ายซอย 6 ถนนพระยาสุเรนทร์ ( รามอินทรา 109 ) ตาม คำเชิญของเจ้าบ้านเพื่อพบปะพูดคุยกันถึงงานเขียนเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของเนื้อหาสำหรับเรนโบว์ในเดอะเวฟ เล่มต้อนรับปีใหม่เล่มนี้ บ้านหม้อคำตวงเป็นบ้านที่มีลักษณะแปลกแตกต่างไปจากบ้านจัดสรรหลังอื่นๆ ด้วยรูปทรงที่บ่งบอกถึง ความเป็นบ้านเมืองเหนืออย่างที่เจ้าของตั้งใจ ภายในบ้าน เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ สร้างความร่มรื่นได้ทั้งวัน ในตัวบ้านหลังนี้มีผลงาน สิ่ง ของ และเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย เฉพาะที่มาของชื่อบ้านก็แสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งในแนวคิดของผู้ที่ตั้ง ชื่อบ้านยิ่งนัก ชื่อบ้านคือชื่อวัดในภูมิลำเนาเดิมของเจ้าบ้าน นำชื่อวัดมาตั้ง เพราะอยากให้บ้านหลังนี้เป็นเหมือนวัด ในแง่มุมที่ให้ความสงบร่มรื่น “สงบ และปลอดภัย” บ้านหลังนี้เคยใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัว เป็นห้องบันทึกเสียง และที่สร้างผลงานของสุภาพบุรุษศิลปินแห่งล้านนา ผู้สืบสาน ส่งเสริม และมีหัวใจจงรักภักดีต่อศิลปวัฒนธรรมล้านนามากที่สุดคนหนึ่ง คือ “จรัล มโนเพ็ชร” ซึ่งเจ้าของบ้านในปัจจุบัน คือคุณไตรศุลี มโนเพ็ชร หรือน้องไม้ลูกชายคนเดียวของ จรัล มโนเพ็ชรภายใต้การดูแลของอาจารย์มานิด อัชวงศ์ ตามอำนาจศาลและความต้องการของครอบครัวมโนเพ็ชรรวมทั้งประเด็นที่สำคัญคือ ดูแลด้วยความรู้สึกความผูกพันของพ่อกับลูก” อาจารย์มานิด อัชวงศ์ คือผู้จัดการส่วนตัวคนเดียวของ จรัล มโนเพ็ชร และ ในทางกลับกันเจ – อาร์ ( ชื่อที่อาจารย์มานิดตั้งขึ้นมา เพื่อเรียกคุณจรัลเป็นการภายใน ) ก็เป็นศิลปินคนเดียวที่อาจารย์มานิดรับเป็นผู้จัดการส่วนตัว... ตลอดเวลา 25 ปี กับการทำหน้าที่ศิลปินของจรัล มโนเพ็ชรนั้น อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์มานิด อัชวงศ์ และยังเป็นอยู่จวบจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าวันนี้จรัล มโนเพ็ชร จะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม อาจารย์มานิดยังเป็นผู้ดูแลผลงาน ทายาท รวมทั้งมรดกอื่นๆของคุณจรัลอยู่ไม่ว่าจะป็นในเรื่องของลิขสิทธิ์เพลง มาสเตอร์เพลง และบ้านหม้อคำตวง รวมทั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปินล้านนาที่ จรัล มโนเพ็ชร และอาจารย์มานิด ร่วมกันสร้างขึ้นมา โดยตำแหน่งแล้ว อาจารย์มานิดคือผู้จัดการส่วนตัวศิลปิน แต่ในความเป็นจริงนั้น อาจารย์มานิด เป็นมากกว่าผู้จัดการส่วนตัวศิลปิน ไม่ได้มีความผูกพันเฉพาะในแง่มุม การเงินเชิงธุรกิจเพียงประการเดียว เพราะนอกจากการ จัดการเรื่องงานแล้ว ท่านยังทำหน้าที่ เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวมโนเพ็ชร รับรู้ความเป็นไปซึมซับความรู้สึก ดูแลและให้คำปรึกษาทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัวมีความผูกพันต่อ เจ – อาร์ เป็นอย่างยิ่ง ทุกอย่าง เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2519 อาจารย์มานิด ในวัย 29 – 30 ปี เจ้าของธุรกิจร้านขายเทป รับที่จะออกเทปให้กับ จรัล มโนเพ็ชร เด็กหนุ่มวัยไม่เกินเบญจเพส ที่มีอาชีพประจำเป็นพนักงาน ธกส. ซึ่งรับงานร้องเพลงตามร้านอาหารเป็นอาชีพเสริม ด้วยแนวเพลงคำเมืองกับกีตาร์ตัวเดียว ด้วยเวลาเพียงหนึ่งเดือนกับการแต่งคำร้องและทำนองด้วยตัวเองเกิดเป็นงานชุด แรก “ โฟล์คซองคำเมือง ” บันทึกเสียงด้วยไมค์สองตัว ในห้องบันทึกเสียงที่จังหวัดเชียงใหม่ ถ่ายรูปกันในร้านถ่ายรูปธรรมดา แล้วส่งโรงพิมพ์ในจังหวัดเชียงใหม่ ปกเทป เสร็จเรียบร้อยในเวลาสองวัน การผลิตเทปทำกันเองด้วยการก๊อปปี้ในอัตราความเร็ว 10 ม้วนต่อชั่วโมงขายที่ร้าน ขายเทปของอาจารย์มานิดเอง โดยมีพนักงานขายและควบคุมการผลิตเทป ชื่อสุนทรี เวชานนท์ ความนิยมในงานเพลงโฟล์คซองคำเมือง เริ่มต้นจากจังหวัดเชียงใหม่ เหมือนแหล่งกำเนิดน้ำ เล็กๆ ค่อยๆ ไหลจากเหนือสู่ภาคกลางอีสานและใต้ ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศในเวลาไม่นานนัก ด้วยคุณภาพของงานที่ได้ด้วยตัวของมันเอง เทปเพลงโฟล์คซองคำเมือง จรัล มโนเพ็ชร ถูกผสมปนเปกับแหนมป้าย่นและท้อดองแสงทอง ออกเดินทางจากเชียงใหม่กระจายไปทั่วประเทศ เป็นคำบอกเล่าของอาจารย์มานิด ในหนังสือ “ ซึงสุดท้าย ” ที่ผมจะแนะนำในลำดับถัดไป จากจุดเริ่มต้น ปี พ.ศ. 2519 จนถึงวันสุดท้าย 3 กันยายน 2544 ในการทำงานของจรัล มโนเพ็ชรผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้สนับสนุน ดูแลการทำงานของ คุณจรัลมาตลอดระยะเวลา 25 ปี คือคนที่ชื่อ มานิด อัชวงศ์ จากผู้จัดการโรงแรมชั้นหนึ่งของเชียงใหม่ อดีตนายกสมาคมมัคคุเทศก์จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์พิเศษด้านการเงินการธนาคารและวิชามัคคุเทศก์ ในระดับอุดมศึกษา และเจ้าของร้านขายเทปกับงานใหม่ ผู้จัดการส่วนตัวศิลปินที่เริ่มงานด้วยกันมาตั้งแต่การเริ่มต้น ซึ่งหน้าที่ดูแลทั้งในเรื่องทั่วไปและการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพลง การรับงานแสดงภาพยนตร์ การแสดงคอนเสิร์ต การดูแลลิขสิทธิ์เพลง การสืบสานและส่งเสริมศอบวัฒนธรรมล้านนา การทำร้านอาหาร ทุกอย่างมีอาจารย์มานิดเป็นกองหนุน ที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม กระทั่งหลังสิ้นลมหายใจของคุณจรัล ภารกิจการจัดการงานศพอย่างสมเกียรติ อาจารย์มานิดก็ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องด้วยผลงานที่มีคุณค่าเป็นประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในและต่างประเทศ การอุทิศตัวเพื่อช่วยเหลือสังคม การปฏิบัติตัวเป็นศิลปินที่ดี และหัวใจที่อุทิศให้กับศิลปวัฒนธรรมล้านนา มีเสียงเรียกร้องมากมายให้ อาจารย์มานิดเขียนหนังสือ เพื่อนำเสนอเรื่องราวของคุณจรัล เพื่อประโยชน์นานัปการต่อแฟนเพลง ผู้คนในสังคม รวมทั้งศิลปินในยุคปัจจุบันและรุ่นต่อๆไป... มันเป็นเรื่องง่ายมากกับอาจารย์มานิดสำหรับหนังสือหนึ่งเล่ม เพราะท่านเป็นคอลัมนิสต์มายาวนาน เขียนเรื่องสั้นมาหลายเล่ม แต่มันก็เป็นการยากเช่นกันกับการที่ท่านจะรำลึกถึง จรัล มโนเพ็ชร ที่มีความผูกพันมายาวนาน มันเป็นเองที่แสนสากรรจ์มาก เพราะการรำลึกก็คือการรื้อฟื้นความทรงจำ สิ่งที่จะตามมาก็คือ อารมณ์ ความรู้สึก และน้ำตา อันเป็นอุปสรรคสำหรับงานเขียนหนังสือเล่มนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาสองปีเพื่อรวบรวมความแข็งแกร่งสร้างจุดเริ่มต้น และอีกปีเศษสำหรับงานของฝ่ายศิลป์ในการออกแบบหนังสือ รวมระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่คุณจรัล มโนเพ็ชร กลับคืนสู่ธรรมชาติ หนังสือ “ซึงสุดท้าย” ก็สำเร็จออกมาเป็นรูปเล่มด้วยกระดาษสีเคลือบมันอย่างดีจำนวนร้อยกว่าหน้า สี่สีทั้งเล่ม พร้อมกับแผ่นซีดีรวมเพลงของ จรัล มโนเพ็ชร อีก 2 แผ่น รวม 23 เพลง ทุกเพลงมีที่มาที่ไป เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอยู่ในหนังสือทุกเพลง ประกอบด้วย
 แผ่นที่ 1 1. ซึงสุดท้าย 2. ความหวัง ความฝันของวันนี้ 3. สัญญา 4. เพื่อน 5. รางวัลแด่คนช่างฝัน 6. เมียวเมียว มู ..มู 7. สาวเชียงใหม่ 8. หรือว่าฉันเหงา 9. อดีตที่ไม่เคยลืม 10. ฝันชั่วคืน 11. กาเหว่าที่บางเพลง 12 แม่ปิงซิมโฟนี
แผ่นที่ 2 1. จากยอดดอย 2. รอยพระบาท 3. สดุดีแม่เจ้าหลวง 4. ศิลปินป่า 5. มิดะ 6. ลุงต๋าคำ 7. อุ้ยคำ 8. ล่องแม่วัง 9. ล่องแม่ปิง 10. ก่อนเที่ยงคืน 11.ฮ่มฟ้าบารมี
โดยเฉพาะเพลง “ซึงสุดท้าย” เป็นเพลงที่ยังไม่เคยเผยแพร่และจัดจำหน่ายมาก่อน มีเรื่องราว ที่มาที่ไปอยู่ในหนังสือเล่มนี้เช่นกัน รวมทั้งเรื่องราวของผู้คนที่อยู่ในเพลงของจรัล มโนเพ็ชร เช่น อุ้ยคำ ลุงต๋าคำ มิดะ ก็มีเล่าอยู่ในหนังสือเล่มนี้ อีกเพลงหนึ่งที่หาฟังค่อนยากคือ แม่ปิงซิมโฟนี ซึ่งเป็นหนึ่งในสองเพลงของอัลบั้มล้านนาซิมโฟนีที่คุณจรัล มโนเพ็ชร เป็นผู้แต่งและเรียบเรียงขึ้นมาเอง โดยใช้เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์มาช่วยในการสร้าง เสียงต่างๆ โดยไม่ได้ใช้ การบันทึกเสียงจากการเล่นจริง ผมเองไม่มีความรู้เรื่องเสียงและดนตรี พอที่จะวิจารณ์งานชิ้นนี้ แต่รู้สึกได้จากบทเพลงถึงความสามารถที่ยอดเยี่ยมในชั้นเชิงด้านดนตรี ของคุณจรัล มโนเพ็ชร “ซึงสุดท้าย” เป็นงานเขียนที่เล่าเรื่องราวการทำงานของจรัล มโนเพ็ชร สอดแทรกให้เห็นถึง มิตรภาพระหว่างผู้ที่ทำงานร่วมกับคุณจรัล เป็นงานเขียนที่ไม่เน้นรูปแบบ ใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย ถ่ายทอดจากความรู้สึกมากกว่าการสร้างประโยคที่สวยงาม อ่านแล้วเกิดความรู้สึกคล้อยไปตาม เหตุการณ์ที่ผู้เขียนเล่า อาจจะมีบางตอนที่อ่านแล้วผู้อ่านรู้สึกได้ถึงการตัดบท คือหยุด และจบ ไปเลย ทั้งนี้ อาจารย์มานิดเล่าให้ฟังว่า ในบางอารมณ์นั้นมันเขียนต่อไม่ไหวจริงๆ ควบคุมอารมณ์ ไม่ได้ต้องไปนั่งร้องไห้ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเขียนกันใหม่ในวันหลัง โดยผู้เขียนอยากถ่ายทอด ออกมาตามอารมณ์นั้นดิบๆ ไม่มีการตกแต่งใหม่แต่อย่างใด หนังสือชุดนี้ถูกพิมพ์ขึ้นมาในครั้งนี้จำนวน 2,000 เล่ม เปิดตัวครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันครบรอบ 5 ปีของคุณจรัล มโนเพ็ชร ตามความต้องการของผู้เขียนที่ต้องการรำลึกถึงงาน ชิ้นแรกของจรัล มโนเพ็ชร ที่ค่อยๆ สร้างชื่อเสียงไหลจากเหนือไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ถึงตอนนี้หนังสือ คงกระจายไปทั่วภูมิภาคของประเทศไทย ผู้อ่านที่สนใจสามารถสอบถามได้จากร้านจำหน่ายซีดี ในเครือนิธิทัศน์ ในราคา 490 บาท คงไม่บ่อยครั้งนักที่นักเล่นเครื่องเสียงและผู้ที่นิยมในการฟังเสียง ( ออดิโอไฟล์ ) จะรู้สึก ซาบซึ้งกับการฟังเพลงจากอัลบั้มเพลงและศิลปินในบ้านเรา แต่กับอัลบั้มสองแผ่นของ คุณจรัล มโนเพ็ชร ที่ติดมากับหนังสือ “ซึงสุดท้าย” นี้ ถึงแม้การบันทึกเสียงของดนตรี ในบางเพลงไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อได้รู้ประวัติความเป็นมาของเพลงแต่ละเพลงแล้ว ได้ฟังไป พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ เป็นความซาบซึ้งอย่างยิ่งในการดื่มด่ำไปกับบทเพลง นับเป็น ครั้งแรกในชีวิตที่ผมหลั่งน้ำตาให้กับการฟังเพลง * * * * * * * * * * * * * * *
|