หัวเรื่อง: วันเวลาของเพชรราชทัณฑ์
วันและเวลาของ “เพชรราชทัณฑ์”
วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
“สวัสดีครับ.......พี่มานิด..............เย็นนี้เจอกันที่สยามสมาคม” ศิลปิน หงษ์จร เสน่ห์งามเจริญ เป็นผู้ออกปากชวนผมทางโทรศัพท์ คืนนั้นเป็นวันประกาศรางวัล “นักเขียนอมตะ”ครั้งแรกดำเนินการโดย คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ
โดยปกติผมจะไม่ค่อยนิยมไปงานสังคม แต่กับงานของนักเขียน ผมกลับชอบไป ทั้งนี้อาจจะเป็นความรู้สึกเดิม ๆ ครั้งเมื่อ คุณสุภาว์ เทวกุล ฯ อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยยังมีชิวิตอยู่ ทุกครั้งที่ผมลงมากรุงเทพ ฯ มักจะไปพบท่านตามงานต่าง ๆ หรือที่บ้านของท่าน
ในวันนั้นนักเขียนผู้ได้รับการประกาศและรับรางวัลนี้คือ “ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์” หรือเจ้าของนามปากกาบางส่วนที่ได้รับการเปิดเผยคือ โบ้ บางบ่อ, สุจริต พรหมจรรยา, เสนีย์ เสาวพงศ์, กรัสนัย โปรชาติ, คมนศานติ, วัลยา ศิลปวัลลภ; ๑๒๒๒, สีปอยอ่องคำ, แทน นราธร และหนาน สีมา
สำหรับผมถือว่าเป็นวันสำคัญ “เป็นการวางอิฐก้อนแรกของเสาหลักของวงการหนังสืออีกเสาหนึ่ง”นอกจากผมได้ชื่นชมรื่นรมย์กับบรรยากาศของงาน ที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งผู้คน เพื่อนต่างวงการ และอาหารการกินการดื่มครบถ้วนสมบูรณ์ ผมยังได้ยินการแสดงจากเวที ใช่ครับเวทีอยู่ในห้องโถงแอร์ แต่พวกเราพอใจจะนั่งอยู่ข้างนอก “ต่อไปนี้จะเป็นการแสดงของคณะนักร้องประสานเสียง จากกรมราชทัณฑ์” อ้อ....ใช่แล้วเมื่อสักครู่ที่เดินไปห้องน้ำ ย่านหลังเวที เห็นคนต่างวัยต่างเพศแต่อยู่ในแบบฟอร์มเดียวกัน ก็ยังนึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกันว่า คนกลุ่มนี้หลายสิบคนมาทำไม ทำไมถึงดูเรียบร้อยไม่ทำตัวพลุกพล่านแม้แต่น้อย จากนั้นไม่กี่วินาที ผมก็ได้ยินเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” แน่นอนนอกเหลือจากความไพเราะที่แปลกหูแล้ว อย่างน้อยคงเป็นกำลังใจให้กับคณะผู้ขับร้องซึ่งล้วนเป็นผู้ต้องขัง
ผมรู้สึกดีมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ “อย่างน้อยความสามารถการร้องเพลงคือกุญแจสู่อิสรภาพของผู้ต้องขัง” แน่นอนอาจจะหมายถึงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเช่นกรณีการออกมาขับร้องเพลงที่ในงาน “วันนักเขียนอมตะ” และทำให้ผมย้อนหลังคิดเลยเถิดไปเมื่อครั้งปี พ.ศ.๒๕๒๓ ต่อ ๒๕๒๔ “เป็นยุคสมัยที่คุณจรัล มโนเพ็ชร มีชื่อเสียงใหม่ ๆ อดีตท่านผู้บัญชาการเรือนจำเชียงใหม่ท่านหนึ่งที่เรารู้จักย้ายมารับราชการที่ บางขวาง กทม. ผมได้นำคุณจรัล เข้าไปร้องเพลงเล่นดนตรีให้ผู้ต้องขังหลายครั้ง อย่างเรียบง่าย ไร้พิธีการ แต่ทำให้ผู้ต้องขังมีความสุข”
ผมจำได้ดีว่า จรัล มโนเพ็ชร บอกกับผมว่า “คุณมานิดครับ ผมขอทำเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ นะครับ เราใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง คุณมานิดพูดเรื่องราวดี ๆ ให้น้อง ๆ ฟัง ผมร้องเพลงชั่วโมงกว่า งานของเราก็เสร็จแล้วผมมีสุขเพราะผมเห็นว่าทุกคนฟังผมร้องเพลง ผมรู้สึกได้ว่าการร้องเพลงของผมมีค่ามาก”
น่าเสียดายที่ เราได้ทำงานในรูปแบบในช่วงสองปีเท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่ว่า ผมและคุณจรัล ทำงานด้วยกันมายาวนานถึง ๒๕ ปี
วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๙
ผมในฐานะผู้จัดการกองมรดกของ จรัล มโนเพ็ชร และ น้องไม้ ไตรศุลี มโนเพ็ชร โดย พี่ตาล วรวรรษ ทองใบ ในฐานะผู้ทรงสิทธิ์ได้ทำหนังสือถึง ท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นัทธี จิตสว่าง เพื่อมอบสิทธิ์ในการบันทึกเสียงและเผยแพร่เพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” ที่จะขับร้องโดยคณะนักร้องประสานเสียง กรมราชทัณฑ์
วันเวลาที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ และอีกประมาณสองเดือน
คุณนัทธี จิตรสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์เชิญผมเข้าพบ บังเอิญผมได้นำเรียนราวการทำงานเมื่อครั้งที่คุณจรัล มโนเพ็ชร ยังไม่ได้คืนสู่ธรรมชาติ เล่าถึงความสุขในการเข้าไปเล่นดนตรีในทัณฑสถาน บางขวาง
ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านอธิบดี ประกอบกับการออกปากอาสาของผม โดยย่นย่อนะครับ ในวันที่ได้เข้าไปพบ ท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เกิดโครงการ “เพชรราชทัณฑ์”
“เพชรราชทัณฑ์” ผมเป็นคนตั้งชื่อแสนเชยนี้เอง แต่วันเวลาที่ได้จับต้องทำงานชิ้นนี้ ก็ไม่สามารถหาคำอื่นแทนได้ “เพชร” บวกกับ “ราชทัณฑ์” อื้ม.....................ดูเข้าท่าเข้าทาง เป็นรูปเป็นร่าง
ผมเตรียมงานด้วยการปรึกษา พี่เนตย์ หรือ ณัฐดนัย หยดย้อย ซาวด์เอ็นจิเนียประจำตัว จรัล มโนเพ็ชร ผู้ซึ่งเคยเดินทางพร้อมผมทั่วภาคเหนือ เพื่อคัดเลือกนักร้องตัวแทนภาคเหนือป้อนรายการทีวีช่อง ๗ “ชุมทางคนเด่น” ของนายห้างประจวบ จำปาทอง
เราเริ่มทำงานเริ่มวางกฎกติกาในการทำงาน แต่คนสองคนไม่เป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของการทำงานเป็นคณะควรจะมีจำนวนคนเป็นตัวเลขคี่ จำเป็นต้องหาอาสาสมัครเพิ่ม คราวนี้เราได้พี่นัย หรือสุนัย มันตานุรักษ์ เพื่อนร่วมงานของผมอีกคนหนึ่งที่เคยเดินทางทำงานทั่วประเทศ เพื่อจัดคอนเสิร์ต “กองทัพบก ต้านยาเสพติด” เราสามคนรวมตัวเป็นคณะคนทำงาน
เวลาที่ผ่านมาปีเศษ เฉลี่ยประมาณเดือนละครั้ง อาจจะถี่ห่างบ้าง แล้วแต่เวลาว่างของเรา คณะคนทำงานสามคน เดินทางไป ทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี ช่วงเช้าเราไปที่ทัณฑสถานหญิง และช่วงบ่ายอยู่ที่ทัณฑสถานชาย
ครั้งแรก ๆ เรามุ่งเน้นคัดเลือกผู้มีเสียงเหมาะสมกับการเป็นนักร้อง รอบถัด ๆ มาเราเริ่มคัดกรองผู้มีบุคลิกภาพที่เหมาะสม จากนั้นเวลาที่เหลือ เป็นเวลาของการให้ความรู้ เตรียมความพร้อมบนวิถีทางแห่งนักร้อง รวมถึงภาพรวม ๆ ของนักร้องที่ดี ที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ
เราทั้งสามคนไม่มีวุฒิทางครู แต่เราสวมหัวใจของคนในวงการ หรืออย่างน้อยเราต่างเก๋าพอตัวในวงการเพลง เราให้คำแนะนำกับน้อง ๆ ด้วยหลักสูตรตรงไปตรงมาแก้ไขทีจะจุดตรงเป้าหมายตัวต่อตัว “อย่าเรียกผมว่าอาจารย์เลยนะ.............เรียกเตี่ยดีกว่านะลูก และให้เรียก พี่เนตย์ พี่นัย ” อย่างน้อยผมก็เพิ่มความอบอุ่นโดยไม่ต้องใช้อ้อมกอด ได้ผลดีมากลูก ๆ ของผมทั้งลูกสาว ลูกชาย ต่างสนิทใจที่จะพูดคุย งานของเราก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ผมมีกฎเกณฑ์เด่นชัดอยู่ข้อหนึ่ง เราจะมุ่งหน้าหานักร้อง เราจะไม่สนใจเรื่องอื่นใด เราจะไม่จำชื่อ เราจะไม่ล้วงลึกไปยังที่มาที่ไปของแต่ละคน ยามเมื่อเราจะต้องตัดสินตัดสิทธิ์คัดตัว สามคนคณะทำงานจะอิสระต่อกันเมื่อเราลงคะแนนเสร็จ เราจะไม่รวมคะแนน ให้เป็นหน้าที่ของผู้คุมเป็นผู้รู้ผล จนกว่าเราเข้าไปทำงานอีกครั้งหนึ่ง เราสามคนในคณะคนทำงานถึงจะรู้ว่า ใครคือส่วนที่เหลืออยู่
วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๐
แมคกับอ้อม วงไม้เมืองศิลปินชาวเชียงใหม่สังกัดแกรมมี่ แวะมาหาผมที่บ้าน ผมขอเวลาจากสองศิลปิน “ก่อนขึ้นเครื่องบินแวะไปทำงานให้ผมหน่อย ไปเป็นวิทยากรให้เพชรราชทัณฑ์” ตายายคู่นี้งง ๆ แต่ก็ให้ความร่วมมือโดยดี
ที่หน้าทัณฑสถานบำบัด แมคกับอ้อม งงมากกว่าเก่า เพราะผมกำลังจะนำพาเขาทั้งสองคนเดินผ่านประตูเหล็กบานใหญ่แข็งแรงรั้วรอบขอบชิด เราทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นตัว ห้ามพกพาสรรพสิ่งเข้าไป เว้นแต่ของจำเป็นสองสิ่งเพื่อการทำงานเท่านั้น “แฟ้มเอกสารทำงานของผม และกีต้าร์ของแมค” นอกนั้นเป็นของต้องห้ามทั้งหมด
ผมทำเช่นเคย อย่างที่ทำประจำ คือ ช่วงครึ่งเช้าของวัน ผมจะแวะไปที่ ทัณฑสถานบำบัดหญิง ช่วงอาหารกลางวันก็พักทานก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าประจำ ช่วงบ่ายก็เข้าทัณฑสถานบำบัดชาย ( ผมชอบที่เรียกว่า “บ้านลูกชาย” เช่นเดียวกับ “บ้านลูกสาว” )
ผมเปิดโอกาสเต็มที่ให้ น้อง ๆ ลูกชายลูกสาว ได้พูดคุยได้สอบถามจาก วิทยากรพิเศษของเรา บางช่วงก็ร้องเพลงให้ฟังบ้าง บางเพลงน้อง ๆ ช่วยกันร้องคนละท่อน เมื่อร้องจบ ผมและวิทยากร ก็ช่วยกันแยกแยะสังเคราะห์ให้เห็นว่า ตะกี้นี้ลูกสาวร้องประโยคนั้นผิดนะ ควรจะร้องแบบนี้
พี่อ้อม แนะนำให้น้อง ๆ ร้องเพลงผ่านกระบังลม
พี่แมค แนะนำให้น้อง ๆ ยึดมั่นในจังหวะ และ อารมณ์ของเพลง ความถูกต้องของภาษา
ที่บ้านลูกชาย ก็ทำนองเดียวกัน แต่จะใช้เวลาน้อยกว่า เพราะลูกชายก็พูดน้อยกว่าลูกสาว ข้อนี้เป็นธรรมดาธรรมชาติ รวมทั้งวิทยากรได้ทำงานในรอบเช้าแล้ว ได้บริหารจัดการตัดส่วนที่ไม่สำคัญออกไป
ที่ดอนเมือง แมคกับอ้อม บอกว่า “ขอบคุณที่ให้โอกาส ได้ทำงานที่เป็นสุขอย่างนี้ คราวหน้ามากรุงเทพ ฯ จะมาช่วยอีก หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ได้เห็นแววตาที่ร้องเพลงได้ของน้อง ๆ ”
วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๐
ศิลปินยอดเสียงหวานแห่งเชียงใหม่ น้องเล็ก เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ (ลูกศิษย์คนสุดท้ายของ จรัล มโนเพ็ชร) แวะผ่านมานั่งเล่นนอนเล่นพักผ่อนอยู่ที่บ้านผมสองสามวัน ได้เริ่มพูดกับผมแบบกล้า ๆ กลัว ๆ “เตี่ย....ที่พี่แมคพี่อ้อม “ไม้เมือง” ไปเป็นวิทยากร อย่างเล็กไปช่วยเตี่ยได้ไหมครับ”
“โธ่...........ได้สิลูก” ไอ้เราก็เห็นว่าเค้าเหนื่อยจากการเดินทางมาจากหาดใหญ่จะกลับเชียงใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านงานประจำจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ก็ไม่กล้ารบกวน
ตกลงวิทยากร เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ กลายเป็นพี่เล็กขวัญใจของน้อง ๆ ทั้งชายและหญิง ด้วยความที่ เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ อยู่ในวัยที่ไม่ต่างไม่ห่างจากน้อง ๆ เลยกลายเป็นช่วงทำงานที่ดูสดใส สดชื่น เหมือนเด็ก ๆ วิ่งเล่นกลางสนามเด็กเล่น
คำถามยอดฮิตถูกถามแล้วถามอีกคือ “พี่เล็กทำไงถึงเสียงหว๊านหวาน แถมลูกคอก็สุดยอดไหวพริ้ว”
วิทยากร เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ ได้ตอบน้อง ๆ ไปอย่างน่านับถือ “ง่ายนิดเดียว ก็ขอให้น้อง ๆ ร้องเพลงวันละมาก ๆ ร้องทั้งวัน ร้องทั้งคืน ร้องทุกครั้งที่มีเวลา แล้วก็จะเป็นอย่างพี่เล็กเองแหละ” ผมถือว่าเป็นคำตอบที่มีค่ามากในแง่สร้างสรรค์ ทั้ง ๆ ที่ว่าที่จริง พี่เล็กของน้อง ๆ เค้าเกิดมามีพรสวรรค์ เสียงเพราะหวานและไหวพลิ้ว มิใช่ “พรแสวง” ที่เกิดจากการฝึกฝนตนเอง
น้อยคนที่ได้รับ “พรสวรรค์”
แต่กับทุกคนที่แสวงหาจะได้ “พรแสวง”
วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐
คราวนี้ผมโชคดีเป็นพิเศษ ผมได้วิทยากรชั้นพิเศษ คนหนึ่งท่านเป็นครูจริง ๆ มีวุฒิครู เป็นอดีตกรรมการคุรุสภา ท่านคือ อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ ท่านมากรุงเทพมาทำธุระกับ อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล ศิลปินชั้นแนวหน้าของเชียงใหม่
คราวนี้ผมรู้ล่วงหน้า ผมได้ขอทั้งสองท่านซึ่งเป็นนักแต่งเพลงด้วย เลือกเพลงของท่านคนละเพลง เพื่อประกอบการสอน
อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ เลือกเพลง “ฝนแรก”
อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล ยื่นเนื้อเพลงใหม่ให้ผม พร้อมคำถาม “พี่.....ดูก่อนมันแรงไปหรือเปล่า” ผมไม่ต้องพิจารณาเนื้อเพลง ผมหลับหูหลับตาตอบไปเลย “ใช้ได้อยู่แล้ว” เพราะผมรู้บุคลิกเพลงของเขาดี “พี่.........ดูหน่อยน่า ผมให้ใครร้อง เค้าก็ร้องไห้แทนร้องเพลงทุกคน”
ผมขอยกเนื้อเพลงมาให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดีกว่านะครับ
“รางวัลแห่งหัวใจ”
คำร้อง-ทำนอง ปฏิญญา ตั้งตระกูล
เพราะหนทาง ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้
แม้หัวใจที่ฉันมีเหมือนดูเข้มแข็ง
แต่หนามที่เหยียบยังทิ่มแทง
ใจที่แกร่งให้ล้าเหมือนสิ้นแรง
พรมสีแดง ไม่เคยทอดผ่านกลางใจฉัน
ขมและขื่น สิ่งนั้นที่ฉันได้เจอ
รอจนเก้อ ไม่อยากเจอ แค่เธอให้กัน
สัญญาไม่สลาย แต่มันกลับกลายหลายร้อยพัน
แล้วฉันต้องทนรับมันไปนานเท่าไหร่
*เจ็บจนน้ำตายังว่าหวาน เหนื่อยทรมานนานนักใจ
เท่านี้ที่พอทนได้ ก็หวัง วันใหม่
แค่เธอเข้าใจเพียงเท่านั้น แต่เธอเชื่อมั่นอย่าหวั่นไหว
นั่นคือรางวัลแห่งหัวใจ ที่ฉันไขว่คว้าเท่าไร ไม่เคยได้มา
(นั่นคือรางวัลแห่งหัวใจ ที่ฉันยังคงไขว่คว้าเรื่อยไป) สักวันคงได้มา
รอ........รอขอใจอย่าท้อ
ฉันจะรอ แม้รู้ว่ารอมันทรมาน
จะรอวันที่ฟ้าใส วันที่ดอกไม้โปรยจากฟ้า
รอวันที่สัญญา สัญญาด้วยใจ
ซ้ำ (*)
คืนนั้น พวกเราทำงานจนดึกดื่นเพื่อทำการบันทึกเสียงดนตรีเพลง “รางวัลแห่งหัวใจ” ส่วนเพลง “ฝนแรก” ไม่ต้องบันทึกเสียงใหม่ เพราะเคยบันทึกเสียงไว้แล้ว
การเรียนการสอนในวันนี้เข้มข้นเป็นพิเศษ ด้วยเรามี อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ ท่านผู้อาวุโส ท่านเป็นครูผู้สอนการแต่งเพลงให้ จรัล มโนเพ็ชร และเป็นผู้ผ่านการสอนมาจนเกษียณแล้ว น้อง ๆ ลูก ๆ ของผมย่อมได้ความรู้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของปัญหาปัจจุบัน การดำรงวิถีชีวิตอย่างพอเพียงรวมถึงการเป็นศิลปินที่ดี
อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล ก็ติวเข้ม เล่นสด ๆ ให้ฟังหลายรอบ แถมยังมอบแบ็คกิ้งแทรคไว้ให้ เป็นการบ้านให้น้อง ๆ ได้ทำเป็นการบ้านต่อไป ต่อมาเพลงนี้กลายเป็นเพลงเอกเพลงที่สร้างความรู้สึกร่วมระหว่างคนฟังและนักร้อง “เจ็บจนน้ำตายังว่าหวาน............”
วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐
เป็นช่วงวันเวลาที่ผมและทีมงานกำลังเตรียมจัดงาน “ ๓ กันยา จรัล คืนสู่ธรรมชาติ”
พี่แฮ้งค์ กิตติพงศ์ ธิยาเวช ครีเอทีพใหญ่ของบริษัทแมคมีเดียที่จะจัดงานรำลึกถึง “สามทศวรรษ จรัล มโนเพ็ชร ๓๐ สิงหาคม - ๔ กันยายน ๒๕๕๐” ที่แอร์ปอร์ตพลาซ่า เชียงใหม่ เดินทางลงมาพบผมที่กรุงเทพ ฯ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ จรัล มโนเพ็ชร
พอได้ทราบว่าผมกำลังทำโครงการ “เพชรราชทัณฑ์” เท่านั้นเอง พี่แฮ้งค์ ดีดนิ้วแปะ “อา....สุดยอดเลย ผมขอให้อาพาน้อง ๆ ไปร้องเพลงในงานรำลึกถึง คุณจรัล มโนเพ็ชร มันสมควรมีชิ้นงานที่ พี่จรัล ทิ้งรูปแบบงานเพื่อสังคมไว้ให้ได้รับรู้ด้วย”
ขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับการนับญาติของผม คุณกิตติพงศ์ ธิยาเวช เรียกผมว่าอา เพราะผมคงแก่น้อยกว่าคุณพ่อของเขา แต่ที่ผมเรียกใครต่อใครที่เขียนถึงว่า “พี่” เพราะผมเคารพเพื่อนร่วมงาน กับทุกคนที่ทำงานด้วย ผมจะเรียกพี่ มันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวผม เป็นเครื่องหมายที่รู้กันในหมู่คนรอบตัวผม เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ที่อยู่รอบตัวผม ที่ผมชอบที่จะรวบรวมเขาเหล่านั้นเป็น “ลูก” ของผม ทั้งนี้นับ
เริ่มต้นจากวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๒๘ วันเกิดของ ด.ช.ไตรศุลี มโนเพ็ชร บุตรชายคนเดียวของ จรัล มโนเพ็ชร จากเด็กน้อยที่ร้องอ้อแอ้แบเบอะจนเริ่มพูดได้ คำแรกที่เขาพูดได้คือ “เตี่ย”
“งานรำลึกถึง คุณจรัล มโนเพ็ชร มันสมควรมีชิ้นงานที่ พี่จรัล ทิ้งรูปแบบงานเพื่อสังคมไว้ให้ได้รับรู้ด้วย” เป็นวรรคทอง ประโยคเด็ด มันช่างท้าทายเย้ายวนให้ผมลงมือทำงานแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่แค่น้อยนิด เคยรู้มาบ้างว่า ผู้ต้องขังที่เป็นนักร้องประสานเสียง เดินทางออกไปร้องเพลงตามสถานที่ต่าง ๆ ได้เช่นที่งาน “นักเขียนอมตะ” ที่จัดที่ กรุงเทพ ฯ แต่นี่ผมกำลังจะต้องรับภาระหนักกว่าต้องพา “เพชรราชทัณฑ์” ไปไกลถึงเชียงใหม่ จะเป็นไปได้หรือ ขั้นตอนระบบการจัดการต้องมีอะไรบ้าง เป็นกังวลพอ ๆ กับต้องทำงานแข่งกับเวลา ผมคิดถึงการคัดเลือกตัวแทน “เพชรราชทัณฑ์” ให้เสร็จก่อนเตรียมพร้อมไว้ก่อน ขั้นแรกผมรีบให้ทีมงานทำดนตรี “รางวัลแด่คนช่างฝัน” ขึ้นใหม่ เพื่อรวมให้ได้เป็นสองเพลง
ใช่ครับ เราจะใช้แบ็คกิ้งแทรค สองเพลงนี้เป็นตัวคัดเลือกนักร้องและใช้ประกอบการแสดงที่เชียงใหม่ เป็นความหวังอันสูงส่งของผม หวังที่จะได้ “เพชรราชทัณฑ์” ขึ้นไปเชียงใหม่
วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๐
ผม พี่เนตย์ และ พี่พนธ์ แปดริ้ว หรือ นิพนธ์ จรัสโรจนกุล ในฐานะผู้จัดรายการวิทยุ และสมาชิกของ www.jaranmanopetch.com เดินทางเข้าไปหา บ้านลูกชายเพื่อคัด “เพชรราชทัณฑ์” เราสามคนใช้เวลาตลอดทั้งวัน รวมทั้งเวลาทานอาหารกลางวันในบ้านลูกชายเป็นครั้งแรกเพื่อประหยัดเวลา เพื่อเฟ้นเพื่อค้นหา “เพชรราชทัณฑ์” ผมรู้ว่าเราสามคน เครียด เหนื่อย ต่อสู้กับการตัดสินใจของตัวเอง เป็นการตัดสินใจที่ยากมาก เราต้องการคนที่เหมาะสมที่สุดเพียงคนเดียว แต่ผู้ที่เหมาะสมมีมากกว่าหนึ่ง
สุดท้าย คณะทำงานสามคน กำหนดทิศทางใหม่
พี่พนธ์ นิพนธ์ จรัลโรจนกุล “อาจารย์ครับ..........ทำเป็นนักร้องดูโอ้”
พี่เนตย์ ณัฐดนัย หยดย้อย สนับสนุน “ไปสองคน น้อง ๆ จะได้มีเพื่อนไม่เหงา”
ผมแสนจะโล่งอกยอมรับความคิดของเพื่อนร่วมงาน เราเริ่มคัดเลือกใหม่และได้ “น้องอัษ และ น้องเอก” เป็นเพชรราชทัณฑ์ รุ่นแรกของเรา
ตรงนี้ต้องฝากขอโทษไปยังบ้านลูกสาว “เตี่ย.........ขอโทษจริง ๆ เตี่ยทำไม่ทันแน่ ๆ เพราะที่บ้านลูกสาวมีลูกสาวสิบกว่าคน จะต้องมีเวลามากกว่านี้ เตี่ยไม่ได้ลำเอียง เดี๋ยวเตี่ยจัดหาเวทีให้ใหม่”
เมื่อได้นักร้อง “เพชรราชทัณฑ์” แล้ว ผมต้องรีบทำเรื่องขอการสนับสนุนจาก ผอ.ทัณฑสถานบำบัดปทุมธานี คุณพงษ์มิตร ประเสริฐสกุล ช่วยผมในการดำเนินการเดินเรื่องถึงท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ คุณนัทธี จิตสว่าง (ซึ่งเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจในการลงนามอนุมัติ)
โชคก็เข้าข้างผม ท่านอธิบดีอนุญาตให้ผม นำเพชรราชทัณฑ์เม็ดงาม 2 เม็ด เดินทางขึ้นเหนือ
วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๐
ผม และ พี่ตาล วรวรรษ ทองใบ ผู้ทรงสิทธิ์ในลิขสิทธิ์เพลงของ จรัล มโนเพ็ชร กลับเข้าไปที่บ้านลูกชายอีกครั้ง ตั้งใจเข้าไปนัดหมายกำหนดการเดินทาง การเตรียมตัว การแต่งกาย งานที่ต้องทำ รวมทั้งขอความร่วมมือในการไม่กระทำการใด ๆ ให้เตี่ยผิดหวัง
เมื่อผมได้พบสองลูกชาย น้องอัษ และ น้องเอก ก่อนอื่นใดทั้งสองคนได้ยกมือไหว้ (มิใช่แบบทักทาย แต่เหมือนการสาบานหรือสัญญา) “เตี่ยครับ ผมสองคนขอรับรองว่าจะไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้เตี่ย”
สิ่งที่ผมเตรียมจะพูด ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไม่ต้องพูดสักคำ
พี่ตาล วรวรรษ ทองใบ เอ่ยปากชมความคิดของน้อง ๆ และเมื่อได้ยินเสียงการร้องเพลง ก็ยิ่งแสดงความพอใจในการทำงานชิ้นนี้
ขอขอบคุณ คุณชูศักดิ์ วรรณูปถัมภ์ และคุณพยอม อัญญโพธิ์ เจ้าหน้าที่ของทัณฑสถานบำบัดปทุมธานี ที่ดูแลลูกชายทั้งสองคนอย่างใกล้ชิด ผมเชื่อว่าต้องเกิดจากการบ่มเพาะสอนสั่ง และทั้งสองท่านนี้แหละที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการทำงานเข้านอกออกในของคณะผู้ทำงาน
วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๐
ออกเดินทางแต่เช้ามืดเดินทางถึงเชียงใหม่ ทันเวลาที่ผมจะต้องขึ้นเวที ต่อจากการแสดงของพี่น้องศิลปินล้านนา ที่ได้เปิดการแสดงเพื่อรำลึกถึง จรัล มโนเพ็ชร วงที่เพิ่งลงจากเวทีคือ “ไม้เมือง” น้องไม้ ไตรศุลี มโนเพ็ชร ขึ้นเวทีร้องเพลง ๓ เพลง และทำหน้าที่ขอบคุณที่มีการจัดงานเพื่อรำลึกถึงพ่อจรัล มโนเพ็ชร
ผมขึ้นเวทีร่วมวงเสวนากับ อาจารย์บฤงคพ วรอุไร – อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ โดยมี พิมพินันท์ พ่วงพิพัฒน์ เป็นผู้ดำเนินการ
ระหว่างการเสวนาผมได้สอดแทรกบอกกับผู้ชมงานเล่าเรื่องราวของ “เพชรราชทัณฑ์” บ้าง
ผมได้ประกาศต่อหน้าผู้ชมที่แอร์ปอร์ตพลาซ่า “ท่านผู้ชมครับ ผมกราบเรียนท่านตามตรง เพราะผมเหงา คุณจรัลจากไปแล้ว ผมไม่มีงานต้องทำมากนัก ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะเคยได้ยินว่า ผมไม่เคยปั้นนักร้องสักคน แม้แต่คุณจรัลผมก็ไม่ได้ทำอะไร เค้าเกิดมาของเขาเป็นนักร้องที่ดีเอง”
“แต่วันนี้ ผมขอพูดอย่างเต็มปากว่า เพราะผมเหงา ผมได้ใช้เวลาปั้น ใช้เวลาสร้าง “เพชรราชทัณฑ์” เป็นความสัตย์จริงที่ผมไม่ต้องพูดถึงคำว่า “ผู้ต้องขัง” แต่ด้วย “เพชรราชทัณฑ์” ผู้ชมผู้ฟังเข้าใจได้ทันทีถึงวิถีทางของนักร้องสองคนนี้
น้องอัษ และ น้องเอก ร้องเพลงสองเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” และ “รางวัลแห่งหัวใจ” ในฐานะนักร้อง “เพชรราชทัณฑ์” อย่างนักร้อง อย่างศิลปินผู้รับผิดชอบต่อการร้องเพลง ทั้ง ๆ ที่ว่าก่อนจะขึ้นเวที ผมมองเห็นลูกชายของผมทั้งสองคน “นั่งตัวสั่น สายตาคอยจับจ้องมองหาเตี่ย เสมือนหนึ่ง ขอกำลังใจ”
เมื่อถึงเวลาขึ้นเวที ผมทำหน้าที่ของผมด้วยการตบไหล่ลูกชายทั้งสองคน และโดยที่ไม่ได้สอนไม่ได้สั่ง ลูกชายทั้งสองคน ก่อนก้าวขึ้นเวที เขาได้ถวายความเคารพด้วยการโค้งคำนับที่พระบรมรูปของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ประดิษฐานอยู่เหนือเวที
เมื่อเพลงจบลง ผมได้ยินเสียงปรบมือ อย่างอบอุ่น อย่างให้โอกาส อย่างมิใช่ปรบมือตามมารยาท
ท่านผู้อาวุโสคู่หนึ่ง ท่านเข้ามาโอบกอดผม “ยินดีเน้อ.........คุณมานิด”
ผมเห็นน้ำตาของทั้งพ่ออุ้ยและแม่อุ้ย
ผมสบตาขอความเข้าใจ เสียงแม่อุ้ยสั่นเครือ “หลานอุ้ยก็เป็นผู้ต้องขังอยู่ที่เชียงใหม่......ขอคุณมานิดมาทำแบบนี้ที่เชียงใหม่บ้างได้บ่ เผื่อหลานอุ้ยจะได้เป็นนักร้อง จะได้มีโอกาส จะได้มีความสุขอย่าง น้องอัษ น้องเอก บ้าง”
แม่อุ้ยร่ำไห้ ในอ้อมกอดของพ่ออุ้ย ผู้คนรอบข้างต่างงุนงงกับภาพที่เห็น
ผมให้สัญญากับพ่ออุ้ยและแม่อุ้ย “ถ้าผมยังไม่สิ้นแรง ผมจะรีบกลับมาจะค้นหา “เพชรราชทัณฑ์” เม็ดใหม่ที่เชียงใหม่
วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๐
ที่ข่วงสรีล้านนา วิทยุล้านนา www.cm77.com เต็มไปด้วย กวี-นักร้อง-นักแสดง-ศิลปินล้านนาทุกแขนงต่างได้มาร่วมงาน ขึ้นเวทีแสดงเพื่อการรำลึกถึง จรัล มโนเพ็ชร
สองนักร้อง “เพชรราชทัณฑ์” อยู่ใกล้ตัวผมตลอดเวลา เที่ยวขุดคุ้ยหาความรู้จากผมตลอดเวลา ผมเสียเองที่เป็นฝ่ายออกปากบอก “นี่........ลูกชายทั้งสองคน ไปเดินดูอะไรบ้าง จะกินอะไรก็บอกกับพี่ ๆ เค้า หรือเห็นอะไรที่จะหยิบจะจับจะช่วยอะไรได้ก็ทำนะลูก” โดยที่ลูกสองคนไม่รู้ตัวรู้ความหมายของผม ผมยื่นต้นหมากสามสี่ต้นที่ผมนำไปจากบ้านที่กรุงเทพ ฯ “ลูกไปหาที่ปลูก หาที่เหมาะแล้วก็ปลูกเลย”
ลูกเอ๋ย............ในวันข้างหน้า หากลูกมีอิสรภาพแล้ว เตี่ยจะพามาดูต้นหมากที่ลูกปลูกไว้
น้องอัษ และน้องเอก ขอเสนอความเห็น “ ผมสองคนคิดว่า วันนี้เราจะขอร้องเพลงกับดนตรีสด ๆ”
แน่นอนได้อยู่แล้ว นักดนตรีอยู่เต็มงาน “เดี๋ยวเตี่ยจัดนักดนตรีให้..........เดินไปหาพี่เอก คนที่ผมยาว ๆ เชิญเค้ามาพบเตี่ย”
“เอกช่วยเล่นให้น้องอัษ-น้องเอก ถ้ามีเวลาว่าง ก็หามุมสงบซ้อมได้เลย”
สามคนหายไปครู่เดียว ลูกชายทั้งสองคนวิ่งมาบอกว่า “อ้ายน้อง....บอกว่าจะเล่นให้เอง”
สุดยอดเลยครับ อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล “มันต้องยังนี้สิ..........ไหน ๆ สนับสนุนกันแล้วก็ต้อง ส่งให้ถึงฝั่ง” ผมแอบคิดในใจ แต่ใบหน้าคงอมยิ้ม จนลูกสองคนต้องถามว่า “รู้จักเตี่ยมาเป็นปี เพิ่งเห็นเตี่ยยิ้มวันนี้ เตี่ยยิ้มทำไมครับ” ผมไม่ตอบแต่ผมก็เห็นแววตาฉายความสุขของลูกทั้งสองคน คงไม่ต้องมีคำตอบจากเตี่ยแล้วมั้ง
ตอนกลางดึก “เพชรราชทัณฑ์” น้องอัษ และ น้องเอก ขึ้นเวทีโดยการเล่นเพลงสด ๆ ให้โดยครูของน้องทั้งสองคน คือ อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล และ เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ และภายใต้การลุ้นของ อาจารย์จำเหลาะ พี่แมค พี่อ้อม ครูอีกสามคนของน้อง ๆ ที่นั่งเชียร์ติดขอบเวที
ในการแสดงรอบนี้ น้องอัษ น้องเอกทำได้ดีกว่าเมื่อวานนี้ อาจจะด้วยความมั่นใจที่อยู่ใกล้ครูของเขา
อาจจะด้วยความอบอุ่นของบรรยากาศ และคงไม่มีใครรู้ว่า ผมเครียดมากกว่าใครเพื่อน ผมต้องอยู่ในสมาธิเพื่อจับผิด เตรียมจำไว้เพื่อการแก้ไขในเวทีหน้าหรือในชั่วโมงเรียนต่อไป ลุ้นครับ ลุ้นคนเครียด
และแน่ ๆ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย คู่เมื่อวานนี้ก็มารอคอยชมการแสดง ผมคิดว่าอาจจะมีท่านผู้ชมบางคนติดตามต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ รวมทั้ง ครูโจ บฤงคพ วรอุไร ก็มาให้กำลังทั้งผมและ “เพชรราชทัณฑ์”
ผลที่ได้รับก็ไม่ต่างกันกับเมื่อวานนี้ เสียงปรบมือท่วมท้น เช่นเดิม อย่างให้โอกาส
เสียงร้องคลอตาม “เจ็บจนน้ำตายังว่าหวาน” ท่อนฮุกของเพลง “รางวัลแห่งหัวใจ” กลายเป็นประโยคฮิต กลายเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ผมเห็นสายตาแห่งการให้อภัย ความเอื้ออาทรมีแต่การให้ ๆ ๆ ๆ และเป็นการยืนยันว่า ผู้ชมผู้ฟังหลายคนคงติดตามมาจากเมื่อวานนี้ หรือ การร้องเพลงมีพลังมากพอที่จะสื่อที่จะฉุดให้คนดูมีอารมณ์คล้อยตาม
น้องอัษ น้องเอก ก้มลงกราบครูของเขาบนเวที ต่อหน้าคนดูหลายร้อย ช่างเป็นภาพที่งดงาม เรียกน้ำตาได้จากครูและผู้ชมบางคนของน้อง ๆ
แต่..............เมื่อสิ้นเสียงเพลง เมื่อน้องอัษ และ น้องเอกเดินลงจากเวที
น้องอัษ และ น้องเอก ต้องกลับไปอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของ ๓ ผู้คุม ต้องเดินออกจากงานไปทันทีเป็นที่เข้าใจได้เพราะดึกมากแล้ว และต้องนำตัวส่งทัณฑสถานเชียงใหม่ ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์
“สิ้นเสียงเพลงก็สิ้นเสรีภาพหรือ” ผมไม่กล้าเดินไปส่งที่รถ
วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๐
เราก็เดินทางออกจากเชียงใหม่แต่เช้าเพื่อให้ทันเวลา ๑๘.๐๐ น. ที่ทัณฑสถานบำบัด ปทุมธานี
ที่จุดพักรถพักการเดินทาง ผมสังเกตเห็น ลูกชายสองคนเดินหาซื้อของด้วยเงินรางวัลที่ได้เมื่อคืนนี้ เลือกซื้อของอย่างคิดแล้วคิดอีก หยิบขึ้นวางลง คิดอย่างรอบคอบ และกำลังมองหาของสักอย่างหนึ่ง
“เตี่ยครับ.......... เตี่ยอย่าว่านะ ผมสองคนจะซื้อซุปไก่ให้เตี่ยกิน เห็นเตี่ยเหนื่อย ๆ เนือย ๆ ” ขอบคุณมากลูกชาย ไม่ต้องหรอก ซื้อของให้ตัวเองดีกว่านะ
ผมจำไม่ได้ว่า อัษ หรือเอก พูดขึ้นว่า “ครับ.........ผมนึกออกแล้ว ผมอยากได้ ทุเรียนกวน เพื่อนผมเค้าบ่นว่าไม่ได้กินมา ๔ ปีแล้ว ผมจะหาซื้อไปฝากเค้า”
สุดท้ายเราสามคนก็หาซื้อ “ทุเรียนกวน” จนได้ วินาทีที่เราพบ “ทุเรียนกวน” ผมเห็นแววตาเปี่ยมสุขของลูกชายทั้งสองคน ผมเองก็รู้สึกดีที่ช่วยลุ้นหาซื้อ “ทุเรียนกวน” จนได้
“ไชโย............. เราซื้อทุเรียนกวนได้แล้ว ผมว่า........คงเป็นทุเรียนกวนที่อร่อยที่สุดในโลก” ผมแอบคิดในใจ
ตลอดทางผมหลับ ๆ ตื่น ๆ จมอยู่กับ “วันและเวลาของ เพชรราชทัณฑ์”
ถึงบ้านลูกชายผม แน่นอนผมหมายถึงทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี หลังการล่ำลา พวกเรายืนมอง “เพชรราชทัณฑ์” ๒ คนพร้อมผู้คุม ๓ คน เดินผ่านประตูเหล็กบานใหญ่
โดยที่ผมไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ขอเวลากับเพื่อนร่วมเดินทาง ผมใช้เวลาของผมอย่างมากมายยืนเกาะประตูลูกกรง มองประตูเหล็กบานใหญ่
ผมกำลังใช้ความคิด คิดจนความเจ็บปวดเกิดขึ้นที่หัวใจและความคิดของผม
คงนานมาก นานจน น้องไม้ ไตรศุลี มโนเพ็ชร ทายาทคนเดียวของจรัล มโนเพ็ชร เดินเข้ามายืนใกล้ ๆ มาเป็นเพื่อนเตี่ย โธ่............ลูกคงเข้าใจความรู้สึกของเตี่ย
ถ้าน้องไม้ ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ เป็นลูกน้อยของเตี่ย เตี่ยคงกอดน้องไม้ไว้เต็มอก
“สิ้นเสียงเพลง ก็สิ้นเสรีภาพหรือ”
หมดเวลาแล้ว สำหรับความเศร้า
ผมรวบรวมสรรพกำลังขึ้นมาใหม่
วงแม่น้ำ วงดนตรีประจำอาณาจักรบันเทิงเพื่อชีวิต “ตะวันแดง สาดแสงเดือน” วงดนตรีที่ผมมักจะคิดถึงเป็นวงแรกในการทำงานโหด ๆ หิน ๆ “โจ ๆ.......... ทำดนตรีเพลงรางวัล ฯ ให้เดี่ยด่วน เสร็จภายในสองสามวันนะ และให้เรียบเรียงเสียงเป็นแนวออกแจ๊สนิด ๆ เอกท่อนฮุก “บนทางทางเดิน” เป็นประโยคนำด้วยนะ” ผมสั่งกับหนึ่งในนักดนตรีของวง ให้ทำงานด่วน
เพื่อให้งานเร็วขึ้น ให้ได้ทันใจผม อีกเพลงหนึ่ง “รางวัลแห่งหัวใจ” คงไม่มีใครทำดนตรีได้ดีกว่า คนแต่งคำร้องทำนอง ปฏิญญา ตั้งตระกูล “อ้ายน้อง..........ผมให้เวลาสองวัน ทำเพลง รางวัลแห่งหัวใจ ด่วนที่สุด ให้อัษและเอก เป็นคนร้อง เสร็จแล้วลงมาคุมเสียงร้องด้วยนะ”
เมื่อได้เพลงแล้ว เพลงถูกนำส่งที่ทัณฑสถานบำบัด
“อัษกับเอก.................. ต่อไปนี้ เมื่อมีเวลาว่าง ขอให้ซ้อมสองเพลงให้ฉ่ำเลยนะ”
วันที่ 21 ธันวาคม 2550 ผมขอเบิกตัว “อัษกับเอก” ออกมาห้องบันทึกเสียง
ระหว่างที่ ปฏิญญา ตั้งตระกูล ทำหน้าที่ควบคุมการร้อง
ผมได้นั่งคุยกับ คุณพยอม อัญญโพธิ์ เจ้าหน้าที่ของทัณฑสถานบำบัดปทุมธานี “อาจารย์.........”
เหมือนคุณพยอม คงกำลังชั่งใจอีกสักรอบว่าจะกล่าวประโยคต่อไปดีหรือไม่
“ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตรา “พระราชบัญญัติจัดตั้งกรมราชทัณฑ์” โดยมี พระยาชัยวิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร) เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนแรก และวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ เป็นวันแรกที่ ผู้ถูกควบคุมของเรา ออกมาจากการควบคุม เพื่อร้องเพลงบันทึกเสียง”
คุณที่รัก ท่านผู้อ่านครับ ผมและคณะมิได้หวังจะทำงานประวัติศาสตร์ แต่เราหวังว่า “เพียงแค่เราทำให้ คนคนหนึ่งหลุดพ้นจากยาเสพติด เราก็พอใจแล้ว”
มานิด อัชวงศ์
วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘
“สวัสดีครับ.......พี่มานิด..............เย็นนี้เจอกันที่สยามสมาคม” ศิลปิน หงษ์จร เสน่ห์งามเจริญ เป็นผู้ออกปากชวนผมทางโทรศัพท์ คืนนั้นเป็นวันประกาศรางวัล “นักเขียนอมตะ”ครั้งแรกดำเนินการโดย คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ
โดยปกติผมจะไม่ค่อยนิยมไปงานสังคม แต่กับงานของนักเขียน ผมกลับชอบไป ทั้งนี้อาจจะเป็นความรู้สึกเดิม ๆ ครั้งเมื่อ คุณสุภาว์ เทวกุล ฯ อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยยังมีชิวิตอยู่ ทุกครั้งที่ผมลงมากรุงเทพ ฯ มักจะไปพบท่านตามงานต่าง ๆ หรือที่บ้านของท่าน
ในวันนั้นนักเขียนผู้ได้รับการประกาศและรับรางวัลนี้คือ “ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์” หรือเจ้าของนามปากกาบางส่วนที่ได้รับการเปิดเผยคือ โบ้ บางบ่อ, สุจริต พรหมจรรยา, เสนีย์ เสาวพงศ์, กรัสนัย โปรชาติ, คมนศานติ, วัลยา ศิลปวัลลภ; ๑๒๒๒, สีปอยอ่องคำ, แทน นราธร และหนาน สีมา
สำหรับผมถือว่าเป็นวันสำคัญ “เป็นการวางอิฐก้อนแรกของเสาหลักของวงการหนังสืออีกเสาหนึ่ง”นอกจากผมได้ชื่นชมรื่นรมย์กับบรรยากาศของงาน ที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งผู้คน เพื่อนต่างวงการ และอาหารการกินการดื่มครบถ้วนสมบูรณ์ ผมยังได้ยินการแสดงจากเวที ใช่ครับเวทีอยู่ในห้องโถงแอร์ แต่พวกเราพอใจจะนั่งอยู่ข้างนอก “ต่อไปนี้จะเป็นการแสดงของคณะนักร้องประสานเสียง จากกรมราชทัณฑ์” อ้อ....ใช่แล้วเมื่อสักครู่ที่เดินไปห้องน้ำ ย่านหลังเวที เห็นคนต่างวัยต่างเพศแต่อยู่ในแบบฟอร์มเดียวกัน ก็ยังนึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกันว่า คนกลุ่มนี้หลายสิบคนมาทำไม ทำไมถึงดูเรียบร้อยไม่ทำตัวพลุกพล่านแม้แต่น้อย จากนั้นไม่กี่วินาที ผมก็ได้ยินเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” แน่นอนนอกเหลือจากความไพเราะที่แปลกหูแล้ว อย่างน้อยคงเป็นกำลังใจให้กับคณะผู้ขับร้องซึ่งล้วนเป็นผู้ต้องขัง
ผมรู้สึกดีมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ “อย่างน้อยความสามารถการร้องเพลงคือกุญแจสู่อิสรภาพของผู้ต้องขัง” แน่นอนอาจจะหมายถึงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเช่นกรณีการออกมาขับร้องเพลงที่ในงาน “วันนักเขียนอมตะ” และทำให้ผมย้อนหลังคิดเลยเถิดไปเมื่อครั้งปี พ.ศ.๒๕๒๓ ต่อ ๒๕๒๔ “เป็นยุคสมัยที่คุณจรัล มโนเพ็ชร มีชื่อเสียงใหม่ ๆ อดีตท่านผู้บัญชาการเรือนจำเชียงใหม่ท่านหนึ่งที่เรารู้จักย้ายมารับราชการที่ บางขวาง กทม. ผมได้นำคุณจรัล เข้าไปร้องเพลงเล่นดนตรีให้ผู้ต้องขังหลายครั้ง อย่างเรียบง่าย ไร้พิธีการ แต่ทำให้ผู้ต้องขังมีความสุข”
ผมจำได้ดีว่า จรัล มโนเพ็ชร บอกกับผมว่า “คุณมานิดครับ ผมขอทำเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ นะครับ เราใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง คุณมานิดพูดเรื่องราวดี ๆ ให้น้อง ๆ ฟัง ผมร้องเพลงชั่วโมงกว่า งานของเราก็เสร็จแล้วผมมีสุขเพราะผมเห็นว่าทุกคนฟังผมร้องเพลง ผมรู้สึกได้ว่าการร้องเพลงของผมมีค่ามาก”
น่าเสียดายที่ เราได้ทำงานในรูปแบบในช่วงสองปีเท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่ว่า ผมและคุณจรัล ทำงานด้วยกันมายาวนานถึง ๒๕ ปี
วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๙
ผมในฐานะผู้จัดการกองมรดกของ จรัล มโนเพ็ชร และ น้องไม้ ไตรศุลี มโนเพ็ชร โดย พี่ตาล วรวรรษ ทองใบ ในฐานะผู้ทรงสิทธิ์ได้ทำหนังสือถึง ท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นัทธี จิตสว่าง เพื่อมอบสิทธิ์ในการบันทึกเสียงและเผยแพร่เพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” ที่จะขับร้องโดยคณะนักร้องประสานเสียง กรมราชทัณฑ์
วันเวลาที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ และอีกประมาณสองเดือน
คุณนัทธี จิตรสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์เชิญผมเข้าพบ บังเอิญผมได้นำเรียนราวการทำงานเมื่อครั้งที่คุณจรัล มโนเพ็ชร ยังไม่ได้คืนสู่ธรรมชาติ เล่าถึงความสุขในการเข้าไปเล่นดนตรีในทัณฑสถาน บางขวาง
ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านอธิบดี ประกอบกับการออกปากอาสาของผม โดยย่นย่อนะครับ ในวันที่ได้เข้าไปพบ ท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เกิดโครงการ “เพชรราชทัณฑ์”
“เพชรราชทัณฑ์” ผมเป็นคนตั้งชื่อแสนเชยนี้เอง แต่วันเวลาที่ได้จับต้องทำงานชิ้นนี้ ก็ไม่สามารถหาคำอื่นแทนได้ “เพชร” บวกกับ “ราชทัณฑ์” อื้ม.....................ดูเข้าท่าเข้าทาง เป็นรูปเป็นร่าง
ผมเตรียมงานด้วยการปรึกษา พี่เนตย์ หรือ ณัฐดนัย หยดย้อย ซาวด์เอ็นจิเนียประจำตัว จรัล มโนเพ็ชร ผู้ซึ่งเคยเดินทางพร้อมผมทั่วภาคเหนือ เพื่อคัดเลือกนักร้องตัวแทนภาคเหนือป้อนรายการทีวีช่อง ๗ “ชุมทางคนเด่น” ของนายห้างประจวบ จำปาทอง
เราเริ่มทำงานเริ่มวางกฎกติกาในการทำงาน แต่คนสองคนไม่เป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของการทำงานเป็นคณะควรจะมีจำนวนคนเป็นตัวเลขคี่ จำเป็นต้องหาอาสาสมัครเพิ่ม คราวนี้เราได้พี่นัย หรือสุนัย มันตานุรักษ์ เพื่อนร่วมงานของผมอีกคนหนึ่งที่เคยเดินทางทำงานทั่วประเทศ เพื่อจัดคอนเสิร์ต “กองทัพบก ต้านยาเสพติด” เราสามคนรวมตัวเป็นคณะคนทำงาน
เวลาที่ผ่านมาปีเศษ เฉลี่ยประมาณเดือนละครั้ง อาจจะถี่ห่างบ้าง แล้วแต่เวลาว่างของเรา คณะคนทำงานสามคน เดินทางไป ทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี ช่วงเช้าเราไปที่ทัณฑสถานหญิง และช่วงบ่ายอยู่ที่ทัณฑสถานชาย
ครั้งแรก ๆ เรามุ่งเน้นคัดเลือกผู้มีเสียงเหมาะสมกับการเป็นนักร้อง รอบถัด ๆ มาเราเริ่มคัดกรองผู้มีบุคลิกภาพที่เหมาะสม จากนั้นเวลาที่เหลือ เป็นเวลาของการให้ความรู้ เตรียมความพร้อมบนวิถีทางแห่งนักร้อง รวมถึงภาพรวม ๆ ของนักร้องที่ดี ที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ
เราทั้งสามคนไม่มีวุฒิทางครู แต่เราสวมหัวใจของคนในวงการ หรืออย่างน้อยเราต่างเก๋าพอตัวในวงการเพลง เราให้คำแนะนำกับน้อง ๆ ด้วยหลักสูตรตรงไปตรงมาแก้ไขทีจะจุดตรงเป้าหมายตัวต่อตัว “อย่าเรียกผมว่าอาจารย์เลยนะ.............เรียกเตี่ยดีกว่านะลูก และให้เรียก พี่เนตย์ พี่นัย ” อย่างน้อยผมก็เพิ่มความอบอุ่นโดยไม่ต้องใช้อ้อมกอด ได้ผลดีมากลูก ๆ ของผมทั้งลูกสาว ลูกชาย ต่างสนิทใจที่จะพูดคุย งานของเราก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ผมมีกฎเกณฑ์เด่นชัดอยู่ข้อหนึ่ง เราจะมุ่งหน้าหานักร้อง เราจะไม่สนใจเรื่องอื่นใด เราจะไม่จำชื่อ เราจะไม่ล้วงลึกไปยังที่มาที่ไปของแต่ละคน ยามเมื่อเราจะต้องตัดสินตัดสิทธิ์คัดตัว สามคนคณะทำงานจะอิสระต่อกันเมื่อเราลงคะแนนเสร็จ เราจะไม่รวมคะแนน ให้เป็นหน้าที่ของผู้คุมเป็นผู้รู้ผล จนกว่าเราเข้าไปทำงานอีกครั้งหนึ่ง เราสามคนในคณะคนทำงานถึงจะรู้ว่า ใครคือส่วนที่เหลืออยู่
วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๐
แมคกับอ้อม วงไม้เมืองศิลปินชาวเชียงใหม่สังกัดแกรมมี่ แวะมาหาผมที่บ้าน ผมขอเวลาจากสองศิลปิน “ก่อนขึ้นเครื่องบินแวะไปทำงานให้ผมหน่อย ไปเป็นวิทยากรให้เพชรราชทัณฑ์” ตายายคู่นี้งง ๆ แต่ก็ให้ความร่วมมือโดยดี
ที่หน้าทัณฑสถานบำบัด แมคกับอ้อม งงมากกว่าเก่า เพราะผมกำลังจะนำพาเขาทั้งสองคนเดินผ่านประตูเหล็กบานใหญ่แข็งแรงรั้วรอบขอบชิด เราทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นตัว ห้ามพกพาสรรพสิ่งเข้าไป เว้นแต่ของจำเป็นสองสิ่งเพื่อการทำงานเท่านั้น “แฟ้มเอกสารทำงานของผม และกีต้าร์ของแมค” นอกนั้นเป็นของต้องห้ามทั้งหมด
ผมทำเช่นเคย อย่างที่ทำประจำ คือ ช่วงครึ่งเช้าของวัน ผมจะแวะไปที่ ทัณฑสถานบำบัดหญิง ช่วงอาหารกลางวันก็พักทานก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าประจำ ช่วงบ่ายก็เข้าทัณฑสถานบำบัดชาย ( ผมชอบที่เรียกว่า “บ้านลูกชาย” เช่นเดียวกับ “บ้านลูกสาว” )
ผมเปิดโอกาสเต็มที่ให้ น้อง ๆ ลูกชายลูกสาว ได้พูดคุยได้สอบถามจาก วิทยากรพิเศษของเรา บางช่วงก็ร้องเพลงให้ฟังบ้าง บางเพลงน้อง ๆ ช่วยกันร้องคนละท่อน เมื่อร้องจบ ผมและวิทยากร ก็ช่วยกันแยกแยะสังเคราะห์ให้เห็นว่า ตะกี้นี้ลูกสาวร้องประโยคนั้นผิดนะ ควรจะร้องแบบนี้
พี่อ้อม แนะนำให้น้อง ๆ ร้องเพลงผ่านกระบังลม
พี่แมค แนะนำให้น้อง ๆ ยึดมั่นในจังหวะ และ อารมณ์ของเพลง ความถูกต้องของภาษา
ที่บ้านลูกชาย ก็ทำนองเดียวกัน แต่จะใช้เวลาน้อยกว่า เพราะลูกชายก็พูดน้อยกว่าลูกสาว ข้อนี้เป็นธรรมดาธรรมชาติ รวมทั้งวิทยากรได้ทำงานในรอบเช้าแล้ว ได้บริหารจัดการตัดส่วนที่ไม่สำคัญออกไป
ที่ดอนเมือง แมคกับอ้อม บอกว่า “ขอบคุณที่ให้โอกาส ได้ทำงานที่เป็นสุขอย่างนี้ คราวหน้ามากรุงเทพ ฯ จะมาช่วยอีก หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข ได้เห็นแววตาที่ร้องเพลงได้ของน้อง ๆ ”
วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๐
ศิลปินยอดเสียงหวานแห่งเชียงใหม่ น้องเล็ก เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ (ลูกศิษย์คนสุดท้ายของ จรัล มโนเพ็ชร) แวะผ่านมานั่งเล่นนอนเล่นพักผ่อนอยู่ที่บ้านผมสองสามวัน ได้เริ่มพูดกับผมแบบกล้า ๆ กลัว ๆ “เตี่ย....ที่พี่แมคพี่อ้อม “ไม้เมือง” ไปเป็นวิทยากร อย่างเล็กไปช่วยเตี่ยได้ไหมครับ”
“โธ่...........ได้สิลูก” ไอ้เราก็เห็นว่าเค้าเหนื่อยจากการเดินทางมาจากหาดใหญ่จะกลับเชียงใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านงานประจำจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ก็ไม่กล้ารบกวน
ตกลงวิทยากร เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ กลายเป็นพี่เล็กขวัญใจของน้อง ๆ ทั้งชายและหญิง ด้วยความที่ เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ อยู่ในวัยที่ไม่ต่างไม่ห่างจากน้อง ๆ เลยกลายเป็นช่วงทำงานที่ดูสดใส สดชื่น เหมือนเด็ก ๆ วิ่งเล่นกลางสนามเด็กเล่น
คำถามยอดฮิตถูกถามแล้วถามอีกคือ “พี่เล็กทำไงถึงเสียงหว๊านหวาน แถมลูกคอก็สุดยอดไหวพริ้ว”
วิทยากร เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ ได้ตอบน้อง ๆ ไปอย่างน่านับถือ “ง่ายนิดเดียว ก็ขอให้น้อง ๆ ร้องเพลงวันละมาก ๆ ร้องทั้งวัน ร้องทั้งคืน ร้องทุกครั้งที่มีเวลา แล้วก็จะเป็นอย่างพี่เล็กเองแหละ” ผมถือว่าเป็นคำตอบที่มีค่ามากในแง่สร้างสรรค์ ทั้ง ๆ ที่ว่าที่จริง พี่เล็กของน้อง ๆ เค้าเกิดมามีพรสวรรค์ เสียงเพราะหวานและไหวพลิ้ว มิใช่ “พรแสวง” ที่เกิดจากการฝึกฝนตนเอง
น้อยคนที่ได้รับ “พรสวรรค์”
แต่กับทุกคนที่แสวงหาจะได้ “พรแสวง”
วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐
คราวนี้ผมโชคดีเป็นพิเศษ ผมได้วิทยากรชั้นพิเศษ คนหนึ่งท่านเป็นครูจริง ๆ มีวุฒิครู เป็นอดีตกรรมการคุรุสภา ท่านคือ อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ ท่านมากรุงเทพมาทำธุระกับ อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล ศิลปินชั้นแนวหน้าของเชียงใหม่
คราวนี้ผมรู้ล่วงหน้า ผมได้ขอทั้งสองท่านซึ่งเป็นนักแต่งเพลงด้วย เลือกเพลงของท่านคนละเพลง เพื่อประกอบการสอน
อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ เลือกเพลง “ฝนแรก”
อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล ยื่นเนื้อเพลงใหม่ให้ผม พร้อมคำถาม “พี่.....ดูก่อนมันแรงไปหรือเปล่า” ผมไม่ต้องพิจารณาเนื้อเพลง ผมหลับหูหลับตาตอบไปเลย “ใช้ได้อยู่แล้ว” เพราะผมรู้บุคลิกเพลงของเขาดี “พี่.........ดูหน่อยน่า ผมให้ใครร้อง เค้าก็ร้องไห้แทนร้องเพลงทุกคน”
ผมขอยกเนื้อเพลงมาให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดีกว่านะครับ
“รางวัลแห่งหัวใจ”
คำร้อง-ทำนอง ปฏิญญา ตั้งตระกูล
เพราะหนทาง ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้
แม้หัวใจที่ฉันมีเหมือนดูเข้มแข็ง
แต่หนามที่เหยียบยังทิ่มแทง
ใจที่แกร่งให้ล้าเหมือนสิ้นแรง
พรมสีแดง ไม่เคยทอดผ่านกลางใจฉัน
ขมและขื่น สิ่งนั้นที่ฉันได้เจอ
รอจนเก้อ ไม่อยากเจอ แค่เธอให้กัน
สัญญาไม่สลาย แต่มันกลับกลายหลายร้อยพัน
แล้วฉันต้องทนรับมันไปนานเท่าไหร่
*เจ็บจนน้ำตายังว่าหวาน เหนื่อยทรมานนานนักใจ
เท่านี้ที่พอทนได้ ก็หวัง วันใหม่
แค่เธอเข้าใจเพียงเท่านั้น แต่เธอเชื่อมั่นอย่าหวั่นไหว
นั่นคือรางวัลแห่งหัวใจ ที่ฉันไขว่คว้าเท่าไร ไม่เคยได้มา
(นั่นคือรางวัลแห่งหัวใจ ที่ฉันยังคงไขว่คว้าเรื่อยไป) สักวันคงได้มา
รอ........รอขอใจอย่าท้อ
ฉันจะรอ แม้รู้ว่ารอมันทรมาน
จะรอวันที่ฟ้าใส วันที่ดอกไม้โปรยจากฟ้า
รอวันที่สัญญา สัญญาด้วยใจ
ซ้ำ (*)
คืนนั้น พวกเราทำงานจนดึกดื่นเพื่อทำการบันทึกเสียงดนตรีเพลง “รางวัลแห่งหัวใจ” ส่วนเพลง “ฝนแรก” ไม่ต้องบันทึกเสียงใหม่ เพราะเคยบันทึกเสียงไว้แล้ว
การเรียนการสอนในวันนี้เข้มข้นเป็นพิเศษ ด้วยเรามี อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ ท่านผู้อาวุโส ท่านเป็นครูผู้สอนการแต่งเพลงให้ จรัล มโนเพ็ชร และเป็นผู้ผ่านการสอนมาจนเกษียณแล้ว น้อง ๆ ลูก ๆ ของผมย่อมได้ความรู้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของปัญหาปัจจุบัน การดำรงวิถีชีวิตอย่างพอเพียงรวมถึงการเป็นศิลปินที่ดี
อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล ก็ติวเข้ม เล่นสด ๆ ให้ฟังหลายรอบ แถมยังมอบแบ็คกิ้งแทรคไว้ให้ เป็นการบ้านให้น้อง ๆ ได้ทำเป็นการบ้านต่อไป ต่อมาเพลงนี้กลายเป็นเพลงเอกเพลงที่สร้างความรู้สึกร่วมระหว่างคนฟังและนักร้อง “เจ็บจนน้ำตายังว่าหวาน............”
วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐
เป็นช่วงวันเวลาที่ผมและทีมงานกำลังเตรียมจัดงาน “ ๓ กันยา จรัล คืนสู่ธรรมชาติ”
พี่แฮ้งค์ กิตติพงศ์ ธิยาเวช ครีเอทีพใหญ่ของบริษัทแมคมีเดียที่จะจัดงานรำลึกถึง “สามทศวรรษ จรัล มโนเพ็ชร ๓๐ สิงหาคม - ๔ กันยายน ๒๕๕๐” ที่แอร์ปอร์ตพลาซ่า เชียงใหม่ เดินทางลงมาพบผมที่กรุงเทพ ฯ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ จรัล มโนเพ็ชร
พอได้ทราบว่าผมกำลังทำโครงการ “เพชรราชทัณฑ์” เท่านั้นเอง พี่แฮ้งค์ ดีดนิ้วแปะ “อา....สุดยอดเลย ผมขอให้อาพาน้อง ๆ ไปร้องเพลงในงานรำลึกถึง คุณจรัล มโนเพ็ชร มันสมควรมีชิ้นงานที่ พี่จรัล ทิ้งรูปแบบงานเพื่อสังคมไว้ให้ได้รับรู้ด้วย”
ขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับการนับญาติของผม คุณกิตติพงศ์ ธิยาเวช เรียกผมว่าอา เพราะผมคงแก่น้อยกว่าคุณพ่อของเขา แต่ที่ผมเรียกใครต่อใครที่เขียนถึงว่า “พี่” เพราะผมเคารพเพื่อนร่วมงาน กับทุกคนที่ทำงานด้วย ผมจะเรียกพี่ มันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวผม เป็นเครื่องหมายที่รู้กันในหมู่คนรอบตัวผม เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ที่อยู่รอบตัวผม ที่ผมชอบที่จะรวบรวมเขาเหล่านั้นเป็น “ลูก” ของผม ทั้งนี้นับ
เริ่มต้นจากวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๒๘ วันเกิดของ ด.ช.ไตรศุลี มโนเพ็ชร บุตรชายคนเดียวของ จรัล มโนเพ็ชร จากเด็กน้อยที่ร้องอ้อแอ้แบเบอะจนเริ่มพูดได้ คำแรกที่เขาพูดได้คือ “เตี่ย”
“งานรำลึกถึง คุณจรัล มโนเพ็ชร มันสมควรมีชิ้นงานที่ พี่จรัล ทิ้งรูปแบบงานเพื่อสังคมไว้ให้ได้รับรู้ด้วย” เป็นวรรคทอง ประโยคเด็ด มันช่างท้าทายเย้ายวนให้ผมลงมือทำงานแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่แค่น้อยนิด เคยรู้มาบ้างว่า ผู้ต้องขังที่เป็นนักร้องประสานเสียง เดินทางออกไปร้องเพลงตามสถานที่ต่าง ๆ ได้เช่นที่งาน “นักเขียนอมตะ” ที่จัดที่ กรุงเทพ ฯ แต่นี่ผมกำลังจะต้องรับภาระหนักกว่าต้องพา “เพชรราชทัณฑ์” ไปไกลถึงเชียงใหม่ จะเป็นไปได้หรือ ขั้นตอนระบบการจัดการต้องมีอะไรบ้าง เป็นกังวลพอ ๆ กับต้องทำงานแข่งกับเวลา ผมคิดถึงการคัดเลือกตัวแทน “เพชรราชทัณฑ์” ให้เสร็จก่อนเตรียมพร้อมไว้ก่อน ขั้นแรกผมรีบให้ทีมงานทำดนตรี “รางวัลแด่คนช่างฝัน” ขึ้นใหม่ เพื่อรวมให้ได้เป็นสองเพลง
ใช่ครับ เราจะใช้แบ็คกิ้งแทรค สองเพลงนี้เป็นตัวคัดเลือกนักร้องและใช้ประกอบการแสดงที่เชียงใหม่ เป็นความหวังอันสูงส่งของผม หวังที่จะได้ “เพชรราชทัณฑ์” ขึ้นไปเชียงใหม่
วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๐
ผม พี่เนตย์ และ พี่พนธ์ แปดริ้ว หรือ นิพนธ์ จรัสโรจนกุล ในฐานะผู้จัดรายการวิทยุ และสมาชิกของ www.jaranmanopetch.com เดินทางเข้าไปหา บ้านลูกชายเพื่อคัด “เพชรราชทัณฑ์” เราสามคนใช้เวลาตลอดทั้งวัน รวมทั้งเวลาทานอาหารกลางวันในบ้านลูกชายเป็นครั้งแรกเพื่อประหยัดเวลา เพื่อเฟ้นเพื่อค้นหา “เพชรราชทัณฑ์” ผมรู้ว่าเราสามคน เครียด เหนื่อย ต่อสู้กับการตัดสินใจของตัวเอง เป็นการตัดสินใจที่ยากมาก เราต้องการคนที่เหมาะสมที่สุดเพียงคนเดียว แต่ผู้ที่เหมาะสมมีมากกว่าหนึ่ง
สุดท้าย คณะทำงานสามคน กำหนดทิศทางใหม่
พี่พนธ์ นิพนธ์ จรัลโรจนกุล “อาจารย์ครับ..........ทำเป็นนักร้องดูโอ้”
พี่เนตย์ ณัฐดนัย หยดย้อย สนับสนุน “ไปสองคน น้อง ๆ จะได้มีเพื่อนไม่เหงา”
ผมแสนจะโล่งอกยอมรับความคิดของเพื่อนร่วมงาน เราเริ่มคัดเลือกใหม่และได้ “น้องอัษ และ น้องเอก” เป็นเพชรราชทัณฑ์ รุ่นแรกของเรา
ตรงนี้ต้องฝากขอโทษไปยังบ้านลูกสาว “เตี่ย.........ขอโทษจริง ๆ เตี่ยทำไม่ทันแน่ ๆ เพราะที่บ้านลูกสาวมีลูกสาวสิบกว่าคน จะต้องมีเวลามากกว่านี้ เตี่ยไม่ได้ลำเอียง เดี๋ยวเตี่ยจัดหาเวทีให้ใหม่”
เมื่อได้นักร้อง “เพชรราชทัณฑ์” แล้ว ผมต้องรีบทำเรื่องขอการสนับสนุนจาก ผอ.ทัณฑสถานบำบัดปทุมธานี คุณพงษ์มิตร ประเสริฐสกุล ช่วยผมในการดำเนินการเดินเรื่องถึงท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ คุณนัทธี จิตสว่าง (ซึ่งเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจในการลงนามอนุมัติ)
โชคก็เข้าข้างผม ท่านอธิบดีอนุญาตให้ผม นำเพชรราชทัณฑ์เม็ดงาม 2 เม็ด เดินทางขึ้นเหนือ
วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๐
ผม และ พี่ตาล วรวรรษ ทองใบ ผู้ทรงสิทธิ์ในลิขสิทธิ์เพลงของ จรัล มโนเพ็ชร กลับเข้าไปที่บ้านลูกชายอีกครั้ง ตั้งใจเข้าไปนัดหมายกำหนดการเดินทาง การเตรียมตัว การแต่งกาย งานที่ต้องทำ รวมทั้งขอความร่วมมือในการไม่กระทำการใด ๆ ให้เตี่ยผิดหวัง
เมื่อผมได้พบสองลูกชาย น้องอัษ และ น้องเอก ก่อนอื่นใดทั้งสองคนได้ยกมือไหว้ (มิใช่แบบทักทาย แต่เหมือนการสาบานหรือสัญญา) “เตี่ยครับ ผมสองคนขอรับรองว่าจะไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้เตี่ย”
สิ่งที่ผมเตรียมจะพูด ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไม่ต้องพูดสักคำ
พี่ตาล วรวรรษ ทองใบ เอ่ยปากชมความคิดของน้อง ๆ และเมื่อได้ยินเสียงการร้องเพลง ก็ยิ่งแสดงความพอใจในการทำงานชิ้นนี้
ขอขอบคุณ คุณชูศักดิ์ วรรณูปถัมภ์ และคุณพยอม อัญญโพธิ์ เจ้าหน้าที่ของทัณฑสถานบำบัดปทุมธานี ที่ดูแลลูกชายทั้งสองคนอย่างใกล้ชิด ผมเชื่อว่าต้องเกิดจากการบ่มเพาะสอนสั่ง และทั้งสองท่านนี้แหละที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการทำงานเข้านอกออกในของคณะผู้ทำงาน
วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๐
ออกเดินทางแต่เช้ามืดเดินทางถึงเชียงใหม่ ทันเวลาที่ผมจะต้องขึ้นเวที ต่อจากการแสดงของพี่น้องศิลปินล้านนา ที่ได้เปิดการแสดงเพื่อรำลึกถึง จรัล มโนเพ็ชร วงที่เพิ่งลงจากเวทีคือ “ไม้เมือง” น้องไม้ ไตรศุลี มโนเพ็ชร ขึ้นเวทีร้องเพลง ๓ เพลง และทำหน้าที่ขอบคุณที่มีการจัดงานเพื่อรำลึกถึงพ่อจรัล มโนเพ็ชร
ผมขึ้นเวทีร่วมวงเสวนากับ อาจารย์บฤงคพ วรอุไร – อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ โดยมี พิมพินันท์ พ่วงพิพัฒน์ เป็นผู้ดำเนินการ
ระหว่างการเสวนาผมได้สอดแทรกบอกกับผู้ชมงานเล่าเรื่องราวของ “เพชรราชทัณฑ์” บ้าง
ผมได้ประกาศต่อหน้าผู้ชมที่แอร์ปอร์ตพลาซ่า “ท่านผู้ชมครับ ผมกราบเรียนท่านตามตรง เพราะผมเหงา คุณจรัลจากไปแล้ว ผมไม่มีงานต้องทำมากนัก ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะเคยได้ยินว่า ผมไม่เคยปั้นนักร้องสักคน แม้แต่คุณจรัลผมก็ไม่ได้ทำอะไร เค้าเกิดมาของเขาเป็นนักร้องที่ดีเอง”
“แต่วันนี้ ผมขอพูดอย่างเต็มปากว่า เพราะผมเหงา ผมได้ใช้เวลาปั้น ใช้เวลาสร้าง “เพชรราชทัณฑ์” เป็นความสัตย์จริงที่ผมไม่ต้องพูดถึงคำว่า “ผู้ต้องขัง” แต่ด้วย “เพชรราชทัณฑ์” ผู้ชมผู้ฟังเข้าใจได้ทันทีถึงวิถีทางของนักร้องสองคนนี้
น้องอัษ และ น้องเอก ร้องเพลงสองเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” และ “รางวัลแห่งหัวใจ” ในฐานะนักร้อง “เพชรราชทัณฑ์” อย่างนักร้อง อย่างศิลปินผู้รับผิดชอบต่อการร้องเพลง ทั้ง ๆ ที่ว่าก่อนจะขึ้นเวที ผมมองเห็นลูกชายของผมทั้งสองคน “นั่งตัวสั่น สายตาคอยจับจ้องมองหาเตี่ย เสมือนหนึ่ง ขอกำลังใจ”
เมื่อถึงเวลาขึ้นเวที ผมทำหน้าที่ของผมด้วยการตบไหล่ลูกชายทั้งสองคน และโดยที่ไม่ได้สอนไม่ได้สั่ง ลูกชายทั้งสองคน ก่อนก้าวขึ้นเวที เขาได้ถวายความเคารพด้วยการโค้งคำนับที่พระบรมรูปของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ประดิษฐานอยู่เหนือเวที
เมื่อเพลงจบลง ผมได้ยินเสียงปรบมือ อย่างอบอุ่น อย่างให้โอกาส อย่างมิใช่ปรบมือตามมารยาท
ท่านผู้อาวุโสคู่หนึ่ง ท่านเข้ามาโอบกอดผม “ยินดีเน้อ.........คุณมานิด”
ผมเห็นน้ำตาของทั้งพ่ออุ้ยและแม่อุ้ย
ผมสบตาขอความเข้าใจ เสียงแม่อุ้ยสั่นเครือ “หลานอุ้ยก็เป็นผู้ต้องขังอยู่ที่เชียงใหม่......ขอคุณมานิดมาทำแบบนี้ที่เชียงใหม่บ้างได้บ่ เผื่อหลานอุ้ยจะได้เป็นนักร้อง จะได้มีโอกาส จะได้มีความสุขอย่าง น้องอัษ น้องเอก บ้าง”
แม่อุ้ยร่ำไห้ ในอ้อมกอดของพ่ออุ้ย ผู้คนรอบข้างต่างงุนงงกับภาพที่เห็น
ผมให้สัญญากับพ่ออุ้ยและแม่อุ้ย “ถ้าผมยังไม่สิ้นแรง ผมจะรีบกลับมาจะค้นหา “เพชรราชทัณฑ์” เม็ดใหม่ที่เชียงใหม่
วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๐
ที่ข่วงสรีล้านนา วิทยุล้านนา www.cm77.com เต็มไปด้วย กวี-นักร้อง-นักแสดง-ศิลปินล้านนาทุกแขนงต่างได้มาร่วมงาน ขึ้นเวทีแสดงเพื่อการรำลึกถึง จรัล มโนเพ็ชร
สองนักร้อง “เพชรราชทัณฑ์” อยู่ใกล้ตัวผมตลอดเวลา เที่ยวขุดคุ้ยหาความรู้จากผมตลอดเวลา ผมเสียเองที่เป็นฝ่ายออกปากบอก “นี่........ลูกชายทั้งสองคน ไปเดินดูอะไรบ้าง จะกินอะไรก็บอกกับพี่ ๆ เค้า หรือเห็นอะไรที่จะหยิบจะจับจะช่วยอะไรได้ก็ทำนะลูก” โดยที่ลูกสองคนไม่รู้ตัวรู้ความหมายของผม ผมยื่นต้นหมากสามสี่ต้นที่ผมนำไปจากบ้านที่กรุงเทพ ฯ “ลูกไปหาที่ปลูก หาที่เหมาะแล้วก็ปลูกเลย”
ลูกเอ๋ย............ในวันข้างหน้า หากลูกมีอิสรภาพแล้ว เตี่ยจะพามาดูต้นหมากที่ลูกปลูกไว้
น้องอัษ และน้องเอก ขอเสนอความเห็น “ ผมสองคนคิดว่า วันนี้เราจะขอร้องเพลงกับดนตรีสด ๆ”
แน่นอนได้อยู่แล้ว นักดนตรีอยู่เต็มงาน “เดี๋ยวเตี่ยจัดนักดนตรีให้..........เดินไปหาพี่เอก คนที่ผมยาว ๆ เชิญเค้ามาพบเตี่ย”
“เอกช่วยเล่นให้น้องอัษ-น้องเอก ถ้ามีเวลาว่าง ก็หามุมสงบซ้อมได้เลย”
สามคนหายไปครู่เดียว ลูกชายทั้งสองคนวิ่งมาบอกว่า “อ้ายน้อง....บอกว่าจะเล่นให้เอง”
สุดยอดเลยครับ อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล “มันต้องยังนี้สิ..........ไหน ๆ สนับสนุนกันแล้วก็ต้อง ส่งให้ถึงฝั่ง” ผมแอบคิดในใจ แต่ใบหน้าคงอมยิ้ม จนลูกสองคนต้องถามว่า “รู้จักเตี่ยมาเป็นปี เพิ่งเห็นเตี่ยยิ้มวันนี้ เตี่ยยิ้มทำไมครับ” ผมไม่ตอบแต่ผมก็เห็นแววตาฉายความสุขของลูกทั้งสองคน คงไม่ต้องมีคำตอบจากเตี่ยแล้วมั้ง
ตอนกลางดึก “เพชรราชทัณฑ์” น้องอัษ และ น้องเอก ขึ้นเวทีโดยการเล่นเพลงสด ๆ ให้โดยครูของน้องทั้งสองคน คือ อ้ายน้อง ปฏิญญา ตั้งตระกูล และ เลิศยศ ขันติธรรมวงศ์ และภายใต้การลุ้นของ อาจารย์จำเหลาะ พี่แมค พี่อ้อม ครูอีกสามคนของน้อง ๆ ที่นั่งเชียร์ติดขอบเวที
ในการแสดงรอบนี้ น้องอัษ น้องเอกทำได้ดีกว่าเมื่อวานนี้ อาจจะด้วยความมั่นใจที่อยู่ใกล้ครูของเขา
อาจจะด้วยความอบอุ่นของบรรยากาศ และคงไม่มีใครรู้ว่า ผมเครียดมากกว่าใครเพื่อน ผมต้องอยู่ในสมาธิเพื่อจับผิด เตรียมจำไว้เพื่อการแก้ไขในเวทีหน้าหรือในชั่วโมงเรียนต่อไป ลุ้นครับ ลุ้นคนเครียด
และแน่ ๆ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย คู่เมื่อวานนี้ก็มารอคอยชมการแสดง ผมคิดว่าอาจจะมีท่านผู้ชมบางคนติดตามต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ รวมทั้ง ครูโจ บฤงคพ วรอุไร ก็มาให้กำลังทั้งผมและ “เพชรราชทัณฑ์”
ผลที่ได้รับก็ไม่ต่างกันกับเมื่อวานนี้ เสียงปรบมือท่วมท้น เช่นเดิม อย่างให้โอกาส
เสียงร้องคลอตาม “เจ็บจนน้ำตายังว่าหวาน” ท่อนฮุกของเพลง “รางวัลแห่งหัวใจ” กลายเป็นประโยคฮิต กลายเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ผมเห็นสายตาแห่งการให้อภัย ความเอื้ออาทรมีแต่การให้ ๆ ๆ ๆ และเป็นการยืนยันว่า ผู้ชมผู้ฟังหลายคนคงติดตามมาจากเมื่อวานนี้ หรือ การร้องเพลงมีพลังมากพอที่จะสื่อที่จะฉุดให้คนดูมีอารมณ์คล้อยตาม
น้องอัษ น้องเอก ก้มลงกราบครูของเขาบนเวที ต่อหน้าคนดูหลายร้อย ช่างเป็นภาพที่งดงาม เรียกน้ำตาได้จากครูและผู้ชมบางคนของน้อง ๆ
แต่..............เมื่อสิ้นเสียงเพลง เมื่อน้องอัษ และ น้องเอกเดินลงจากเวที
น้องอัษ และ น้องเอก ต้องกลับไปอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของ ๓ ผู้คุม ต้องเดินออกจากงานไปทันทีเป็นที่เข้าใจได้เพราะดึกมากแล้ว และต้องนำตัวส่งทัณฑสถานเชียงใหม่ ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์
“สิ้นเสียงเพลงก็สิ้นเสรีภาพหรือ” ผมไม่กล้าเดินไปส่งที่รถ
วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๐
เราก็เดินทางออกจากเชียงใหม่แต่เช้าเพื่อให้ทันเวลา ๑๘.๐๐ น. ที่ทัณฑสถานบำบัด ปทุมธานี
ที่จุดพักรถพักการเดินทาง ผมสังเกตเห็น ลูกชายสองคนเดินหาซื้อของด้วยเงินรางวัลที่ได้เมื่อคืนนี้ เลือกซื้อของอย่างคิดแล้วคิดอีก หยิบขึ้นวางลง คิดอย่างรอบคอบ และกำลังมองหาของสักอย่างหนึ่ง
“เตี่ยครับ.......... เตี่ยอย่าว่านะ ผมสองคนจะซื้อซุปไก่ให้เตี่ยกิน เห็นเตี่ยเหนื่อย ๆ เนือย ๆ ” ขอบคุณมากลูกชาย ไม่ต้องหรอก ซื้อของให้ตัวเองดีกว่านะ
ผมจำไม่ได้ว่า อัษ หรือเอก พูดขึ้นว่า “ครับ.........ผมนึกออกแล้ว ผมอยากได้ ทุเรียนกวน เพื่อนผมเค้าบ่นว่าไม่ได้กินมา ๔ ปีแล้ว ผมจะหาซื้อไปฝากเค้า”
สุดท้ายเราสามคนก็หาซื้อ “ทุเรียนกวน” จนได้ วินาทีที่เราพบ “ทุเรียนกวน” ผมเห็นแววตาเปี่ยมสุขของลูกชายทั้งสองคน ผมเองก็รู้สึกดีที่ช่วยลุ้นหาซื้อ “ทุเรียนกวน” จนได้
“ไชโย............. เราซื้อทุเรียนกวนได้แล้ว ผมว่า........คงเป็นทุเรียนกวนที่อร่อยที่สุดในโลก” ผมแอบคิดในใจ
ตลอดทางผมหลับ ๆ ตื่น ๆ จมอยู่กับ “วันและเวลาของ เพชรราชทัณฑ์”
ถึงบ้านลูกชายผม แน่นอนผมหมายถึงทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี หลังการล่ำลา พวกเรายืนมอง “เพชรราชทัณฑ์” ๒ คนพร้อมผู้คุม ๓ คน เดินผ่านประตูเหล็กบานใหญ่
โดยที่ผมไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ขอเวลากับเพื่อนร่วมเดินทาง ผมใช้เวลาของผมอย่างมากมายยืนเกาะประตูลูกกรง มองประตูเหล็กบานใหญ่
ผมกำลังใช้ความคิด คิดจนความเจ็บปวดเกิดขึ้นที่หัวใจและความคิดของผม
คงนานมาก นานจน น้องไม้ ไตรศุลี มโนเพ็ชร ทายาทคนเดียวของจรัล มโนเพ็ชร เดินเข้ามายืนใกล้ ๆ มาเป็นเพื่อนเตี่ย โธ่............ลูกคงเข้าใจความรู้สึกของเตี่ย
ถ้าน้องไม้ ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ เป็นลูกน้อยของเตี่ย เตี่ยคงกอดน้องไม้ไว้เต็มอก
“สิ้นเสียงเพลง ก็สิ้นเสรีภาพหรือ”
หมดเวลาแล้ว สำหรับความเศร้า
ผมรวบรวมสรรพกำลังขึ้นมาใหม่
วงแม่น้ำ วงดนตรีประจำอาณาจักรบันเทิงเพื่อชีวิต “ตะวันแดง สาดแสงเดือน” วงดนตรีที่ผมมักจะคิดถึงเป็นวงแรกในการทำงานโหด ๆ หิน ๆ “โจ ๆ.......... ทำดนตรีเพลงรางวัล ฯ ให้เดี่ยด่วน เสร็จภายในสองสามวันนะ และให้เรียบเรียงเสียงเป็นแนวออกแจ๊สนิด ๆ เอกท่อนฮุก “บนทางทางเดิน” เป็นประโยคนำด้วยนะ” ผมสั่งกับหนึ่งในนักดนตรีของวง ให้ทำงานด่วน
เพื่อให้งานเร็วขึ้น ให้ได้ทันใจผม อีกเพลงหนึ่ง “รางวัลแห่งหัวใจ” คงไม่มีใครทำดนตรีได้ดีกว่า คนแต่งคำร้องทำนอง ปฏิญญา ตั้งตระกูล “อ้ายน้อง..........ผมให้เวลาสองวัน ทำเพลง รางวัลแห่งหัวใจ ด่วนที่สุด ให้อัษและเอก เป็นคนร้อง เสร็จแล้วลงมาคุมเสียงร้องด้วยนะ”
เมื่อได้เพลงแล้ว เพลงถูกนำส่งที่ทัณฑสถานบำบัด
“อัษกับเอก.................. ต่อไปนี้ เมื่อมีเวลาว่าง ขอให้ซ้อมสองเพลงให้ฉ่ำเลยนะ”
วันที่ 21 ธันวาคม 2550 ผมขอเบิกตัว “อัษกับเอก” ออกมาห้องบันทึกเสียง
ระหว่างที่ ปฏิญญา ตั้งตระกูล ทำหน้าที่ควบคุมการร้อง
ผมได้นั่งคุยกับ คุณพยอม อัญญโพธิ์ เจ้าหน้าที่ของทัณฑสถานบำบัดปทุมธานี “อาจารย์.........”
เหมือนคุณพยอม คงกำลังชั่งใจอีกสักรอบว่าจะกล่าวประโยคต่อไปดีหรือไม่
“ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตรา “พระราชบัญญัติจัดตั้งกรมราชทัณฑ์” โดยมี พระยาชัยวิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร) เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนแรก และวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ เป็นวันแรกที่ ผู้ถูกควบคุมของเรา ออกมาจากการควบคุม เพื่อร้องเพลงบันทึกเสียง”
คุณที่รัก ท่านผู้อ่านครับ ผมและคณะมิได้หวังจะทำงานประวัติศาสตร์ แต่เราหวังว่า “เพียงแค่เราทำให้ คนคนหนึ่งหลุดพ้นจากยาเสพติด เราก็พอใจแล้ว”
มานิด อัชวงศ์
![[จรัล มโนเพ็ชร - ศิลปินล้านนา]](unb_lib/designs/modern/img/logo_unb_dark.png)
มานิด อัชวงศ์
Show profile
Link to this post
.. ![http://i27.tinypic.com/107175e.jpg [Image: http://i27.tinypic.com/107175e.jpg]](http://i27.tinypic.com/107175e.jpg)